
ตอนที่ ๔ แรกพบ
ครั้งแรกที่ได้สนทนากับ “ใครก็ไม่รู้” ของน้องชายนั้นทรงรับสั่งสั้นๆรัวๆว่า
“เราคือวิษณุนารายณ์”
พระสุระเสียงทุ้ม นุ่ม เบา สูงๆต่ำๆ ผ่านลิ้นรัวเร็วของภูเตศวรพอได้ยินว่า เรา..คือ..วิด..ซะ..นู..นา..ราย..
เข้าทางแม่ล่มผู้มีความรู้เท่าหางอึ่ง จึงกระหยิ่มยิ้มย่องที่จะไล่เลียงถามในสิ่งที่แน่ใจเกินร้อยว่าภูเตศวรไม่มีวันรู้ ไม่ชอบอ่าน ไม่เคยสนใจศึกษาอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากเดินวนรอบโต๊ะสนุ้ก รวมระยะเวลาเทียบกับระยะทางน่าจะวนรอบโลกได้หลายรอบ ว่างๆก็จัดตัวเองเข้าทำเนียบนักเลงระดับเจ้าพ่อในซอยย่านบางพลัด พฤติกรรมนี้ยามแม่ล่มอ่านหนังสือพิมพ์พบข่าว ชายไทยไม่ทราบชื่อถูกฆ่าหมกศพ จิตมักประหวัดถึงน้องชายอย่างเป็นห่วงทุกครั้ง
“ถ้าท่านเป็นพระนารายณ์จริง ต้องบอกได้ว่าสวรรค์มีกี่ชั้น”
ขอสารภาพตามตรงว่า ความรู้สึกแรกคือถ้าเป็นพระนารายณ์ก็น่าจะอยู่สวรรค์ จึงถามไปอย่างนั้น ซ้ำเกิดมาก็ไม่เคยกราบบังคมทูลเชื้อพระวงศ์พระองค์ใดมาก่อนในชีวิต ยิ่งต้องเจรจากับพระนารายณ์ด้วยละก็ นับเป็นสิ่งเกินคาดคิด ถ้อยคำจึงกระด้างกระดางลาง ยโสโอหังเป็นที่สุด เพราะต้องการทดสอบว่าภูเตศวรเป็นโรคอุปาทานอยากเป็นเจ้าตามข้อสังเกตหรือไม่ อีกประการคือจะจับผิด “ใครก็ไม่รู้” ที่อ้างว่าเป็นพระนารายณ์ด้วยนั่นเองเป็นเหตุ แม้แต่คุณรัตน์ คุณพระพี่เลี้ยง ซึ่งนำความมาบอกเล่าในภายหลังให้แม่ล่มสะดุ้งใจ ยังใช้ภาษาเจ้าลิเกเลยว่า
“เสด็จพ่อพระนารายณ์ มีพระดำรัสตรัสว่า พี่สาวของร่าง (ภูเตศวร) ถามลองดีเสด็จพ่อท่าน”
“อ้าว! แล้วจะเชื่อได้ไงว่าที่บอกเป็นนู่น นี่ นั่น น่ะจริงหรือเปล่า ถ้าไม่พิสูจน์ด้วยการถามหรือซักไซ้ไล่เลียงกันอย่างนั้น”
“นั่นนะสิ” คุณพระพี่เลี้ยงรัตน์ พยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วย
เมื่อแม่ล่มกราบทูลถามในภายหลัง มหาวิษณุนารายณ์ทรงรับสั่งให้คลายใจว่า
“ก็ดีแล้วที่ถาม คนมีสติปัญญา ไม่ควรฟังแล้วเชื่อทันที ต้องคิดพิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบถี่ถ้วนเสียก่อนว่าน่าเชื่อได้หรือไม่”
ความจริงทรงสอนให้มีสติในทุกอิริยาบทมาแต่ต้น แต่ความไม่รู้ของแม่ล่มทำให้พลาดการสนทนาธรรมจากพระโอษฐ์ไปจนเกือบสาย ถ้าความทุกข์ในชีวิตครอบครัวที่เริ่มมีปัญหา ความทุกข์จากโรคร้ายที่เริ่มเป็น กับความทุกข์จากการที่รู้ว่ากำลังพบกับความพลัดพรากจากไปของผู้อันเป็นที่รักยิ่งในเวลาอันใกล้ ไม่มาเปิดใจอันมืดบอดอยู่กับความรัก โลภ โกรธ หลง แล้วละก็ แม่ล่มคงไม่มีวันรู้จักจุดหมายที่แท้จริงของตัวเองสักทีแม้วันหลับตาลาโลกมาถึง
จากคำกราบบังคมทูลถามและทรงรับสั่งตอบ ไม่มีอะไรผิดเพี้ยนจากสิ่งที่เคยเรียนรู้จากตำรา (ซึ่งไม่แน่ว่าจะถูกทุกกาล เพราะอาจเป็นเพียงความคิดเห็นประกอบการวิจัยในแต่ละเรื่องของแต่ละคน) ซ้ำยังทรงสอนมวยแม่ล่มอีกหมัดก่อนเสด็จกลับว่า
“รู้มั้ย คนสมัยก่อนเช่นพวกฤาษีชีไพรที่บำเพ็ญตบะจนได้ฌานระดับหนึ่ง สามารถถอดจิตไปรู้ ไปเห็น สวรรค์ นรก และภพภูมิอื่นได้จริง จึงได้นำมาบอกเล่าหรือจารึกเป็นหลักฐานให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา แต่อำนาจจิตและญาณทัศนะที่มี ไม่สามารถลงลึกในรายละเอียดได้ครบทุกอย่าง ยกเว้นพระพุทธเจ้าที่ทรงไว้ซึ่งโลกวิทู รู้แจ้งในโลกสงสาร จึงไม่ทรงเวียนวัฏฏ์กลับมาอีก”
หลังการเสด็จผ่านภูเตศวรหลายครั้งเข้า จึ่งทรงรับสั่งถึงพระราชประสงค์ให้ศิษย์รุ่นแรก มีแม่ล่ม คุณรัตน์ คุณมิ่งขวัญ จันทร์เฉิด กับลูกหลานและญาติใกล้ชิดในครอบครัวจันทร์เฉิดเท่านั้นว่า
“เรามาตามคนของเรากลับบ้าน มิใช่มาเพื่อเป็นบาทบริจาริกาของใคร”

ด้วยเหตุผลว่า เวลาของทุกคนนั้นเหลือน้อยเต็มทีแล้ว ทุกคนต้องรีบปฏิบัติหน้าที่ที่พึงกระทำต่อแผ่นดินเกิด ก่อเกื้อพระศาสนา อันเป็นพันธะสัญญา แสดงเจตจำนงต่อกันในอดีต ซึ่งรหัสนี้มีพระภิกษุสงฆ์อย่างน้อย ๓ รูป คือหลวงพ่อโกวินทะ(พระอาจารย์โกวิน ปวัฒนโน) แห่งวัดไผ่รื่นรมย์ ต.ทุ่งลูกนก อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม หลวงปู่เสน (พระอธิการเสน ปัญญาธโร)วัดราษฎร์สงเคราะห์(วัดป่าหนองแซง)จ.อุดรธานี และท่านสมหมาย อดีตพระวัดเขาพระบาทใหญ่ จ.สุโขทัย ได้ยืนยันในต่างกรรม ต่างวาระ ต่างสถานที่ ทั้งต่อหน้าภูเตศวรและต่อญาติธรรมที่ไปนมัสการท่านทั้งสามว่า ภูเตศวรพร้อมบุคคลใกล้ชิดในขณะนั้นและต่อไปภายหน้า
“เป็นคนสุโขทัยมาเกิด สักวันต้องกลับไปตอบแทนแผ่นดินแม่ของตน”
หลวงพ่อโกวินทะ เป็นพระสงฆ์ที่ได้ใจแม่ล่มมากเสียดายที่ท่านมรณภาพไปแล้วเมื่อปลายเดือนตุลาคม ปี ๒๕๕๓ ช่วงนั้นแม่ล่มกับญาติธรรมไปอินเดียพอดี จึงไม่ได้ไปงานประชุมเพลิงสังขารท่าน ในวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๓ เลย
อยากเล่าถึงพระสงฆ์รูปนี้ให้อ่านสักเล็กน้อยว่าทำไมแม่ล่มจึงชอบและชื่นชมท่านมากมาย
แม่ล่มได้ตามทมยันตีไปกราบนมัสการหลวงพ่อโกวินทะครั้งแรกพร้อมภูเตศวรประมาณปี ๒๕๓๑ ท่านรูปร่างสูงใหญ่ ผิวคล้ำ ตาโต เสียงดัง ฟังชัด ตรงไปตรงมา ไม่เกรงกลัวใคร สิ่งที่เห็นคือมีญาติโยมมากราบท่านมากไม่ขาดสาย ถนนมาลัยแมนสมัยนั้นไม่ค่อยปลอดภัย เพราะสภาพถนนไม่ดี มืด เปลี่ยว และเต็มไปด้วยรถบรรทุกอ้อยขนาดใหญ่คับถนนสองเลนสวนกัน ทางเข้าวัดต้องอ้อมข้างหลังผ่านกองบินกำแพงแสน ตลอดสองข้างทางมีแต่ไร่อ้อยแน่นขนัด
คนที่ไปพบท่านนอกจากทุกข์ทางใจแล้วยังมีทุกข์ทางกายคือโรคภัยไข้เจ็บให้ท่านเยียวยาอีกด้วย การทำนายทายทักไม่มีพิธีรีตองอะไรมาก นอกจากเจ้าของคำถามเดินออกไปเด็ดใบไม้รอบๆกุฏิมาให้ท่านพิจารณาแล้วคำทำนายก็พรั่งพรูจากปากท่าน แบบมั่นใจ ไม่มีคำถามนำว่าใช่หรือไม่ใช่ อย่างที่แม่ล่มเคยเห็น การวินิจฉัยโรคก็ง่ายๆ ให้คนไม่สบายออกไปเด็ดใบไม้จากพืช ๔ ชนิดมาให้ จะกี่ใบจำไม่ถนัด จากนั้นก็จดชื่อยาที่ต้องใช้ แล้วเอาไปต้มกินตามนั้น เรื่องนี้ท่านเล่าให้ฟังอย่างขำๆ
“ฉันกลัวมันลืม ส่งใบสั่งยาให้ก็เลยย้ำว่า เอาไปต้มกินให้หมดนะ มันหายไปหลายวัน กลับมาบอกว่าหายแล้ว ผมทำตามหลวงพ่อบอกทุกอย่างต้มจนเปื่อยแล้วกินจนหมด ตกลงมันกินน้ำต้มใบสั่งยาของฉันจนหมด เลยสรุปไม่ได้ว่ามันหายเพราะกระดาษสั่งยาหรือว่าตัวยากันแน่” คนฟังก็หัวเราะชอบใจ ลืมความทุกข์ของตัวเองไปชั่วขณะ
“มีอยู่ราย เสกน้อยหน่าให้กินรักษาโรค เราก็ย้ำว่ากินให้หมดลูก เป็นใครก็เข้าใจล่ะว่ากินยังไง รายนี้ก็กินหมดลูกเหมือนกัน คือ หมดทั้งเนื้อ ทั้งเม็ดและเปลือก มันก็หายนะ เอากะมันสิ”
ท่านจะทราบก่อนทุกครั้งที่เราคิดจะไปกราบ พอเจอหน้าก็ทักทันที
“เออเข้ามาข้างในก่อน รู้แล้วว่าจะมาก็เลยไม่ไปไหน”
“ใครบอกท่าน ครับผม” ภูเตศวรถาม
“เปล่า เมื่อคืนเห็นเรานั่นแหละชะโงกหน้าเข้ามาดู ก็เลยรู้ว่าวันนี้จะมาหา” ท่านตอบยิ้มๆ
แม่ล่มก็เป็นหนึ่งในผู้ทุกข์ทางใจที่ท่านมองแล้วตอบง่ายๆสบายๆเมื่อถามถึงความก้าวหน้าทางอาชีพการงาน
“เราก็เป็นมาอย่างนี้ทุกชาติ เกิดมาให้ ไม่ใช่เกิดมารับนี่” ตอนนั้นกำลังมึนงงกับชีวิตเลยไม่คิดตามนัยที่ท่านบอก ได้แต่สงสัยว่าทำไมถามอย่าง ท่านตอบอย่าง มาถึงบางอ้อ (ทั้งๆที่อยู่บางพลัด) เมื่อมหาฤาษีเฉลยว่า
“เอ็งมาเพื่อสร้างขันติบารมี จึงต้องฝึกการมีความอดทนมากกว่าอย่างอื่น” หมายความว่า ถ้าคิดหวังในสิ่งใด ความผิดหวังในทุกเรื่องจะกระหน่ำลงหัวใจตลอดเวลา ต่อเมื่อไหร่ที่เหนื่อยหนัก หมดความอยากได้อยากมี สิ่งนั้นก็จะตกใส่ตักให้ง่ายๆ จนต้องถามตัวเองว่า จะเอามาทำอะไรดีว้า ในเมื่อมันไม่ยินดียินร้ายต่อสิ่งที่อยู่ในมือแล้ว อ่านไปเถอะค่ะเดี๋ยวจะรู้ว่าแม่ล่มเจออะไรมาบ้าง
ท่านเป็นพระรูปแรกที่คุยเรื่องพลังงานและอธิบายพระพุทธศาสนาแบบวิทยาศาสตร์ ท่านมีประโยคติดปากตลอดเวลาเมื่อพูดถึงกฎแห่งกรรมว่า
“แอ็คชั่นเท่ากับรีแอ็คชั่น ทำอะไรไว้ต้องใช้คืนเขา”
ที่แปลกคือท่านแบ่งสติปัญญาการเรียนรู้ของคนให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นด้วยการเปรียบเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ โดยตั้งค่าไว้ที่ ๐-๒๕ เปอร์เซ็นต์ ว่ามีจำนวนมากสุด
“กลุ่มนี้มักเข้าใจอะไรแบบเบสิก” ท่านว่า
“เด็กในวัดนี่อีกคน ให้สตางค์มันไปยี่สิบ บอกซื้อหนังสือพิมพ์ให้หน่อยสองฉบับ มันกลับมาพร้อมหนังสือพิมพ์ไทยรัฐสองฉบับจริงๆ”
ท่านยังเมตตาเล่าประสบการณ์ชีวิตที่พบจุดเปลี่ยนจนตัดสินใจออกจากงานเพื่อบวชหาความจริงบางอย่างให้ฟังหลายเรื่องอย่างเป็นกันเอง แม่ล่มซาบซึ้งใจทุกครั้งที่ระลึกถึง
ก่อนท่านมรณภาพเพียงครึ่งเดือน กลุ่มธรรมะ ๕ นาที เหมารถตู้ไปกราบและร่วมทำบุญโครงการถังเก็บน้ำแจกให้สถานศึกษากับท่าน พวกเรายังได้หัวเราะท้องคัดท้องแข็งกับเรื่องที่ท่านเล่าอยู่เลย
“เมื่อไม่นาน มีชาวบ้านมาเรียกตอนตีสอง บอกหลวงพ่อ ควายผมหาย ฉันก็ไล่เลย ไปเลยไป!นี่มันวัดไม่ใช่โรงพยาบาลจะได้มีห้องอีเมอเจนซีเปิดยี่สิบสี่ชั่วโมง” ท่านออกเสียงอย่างนี้จริงๆ
“สายมา พนมมือไหว้ บอกหลวงพ่อแน่จริงๆ ผมได้ควายคืนแล้ว มันติดสัดตามตัวเมียไปที่บ้านเนินอินทรีย์ (ชื่อหมู่บ้านประมาณนี้) จริงตามที่หลวงพ่อบอกเลย โอ๊ยกลุ้ม!”
ท่านยังเมตตาทำนายทายทักให้ทุกคนที่ไปวันนั้น โดยไม่ต้องออกไปเด็ดใบไม้ แค่ถามวัน เดือน ปีที่เกิดเท่านั้น พร้อมมอบกระดาษบางๆมีคาถากำกับไว้ให้บริกรรม ส่วนใหญ่ข้อความแต่ละคนจะไม่ซ้ำกัน ของแม่ล่มง่ายกว่าใครเพื่อนคือ “โพธิกรุณา”
หนึ่งสัปดาห์ก่อนวันมรณภาพ แม่ล่มพาลูกชายลูกสาวและลูกสะใภ้ไปทำสังฆทานที่วัด แต่ทราบว่าเช้านั้นท่านท้องเสีย จึงเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลกำแพงแสน เราไปเยี่ยมและถวายของที่โรงพยาบาลแทน นั่นคือภาพสุดท้ายที่ได้เห็นท่าน

ส่วนหลวงปู่เสนนั้น ต้องบอกว่าเป็นพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่เคารพรักของภูเตศวร เป็นผู้จุดประกายความคิดเรื่อง “ทำประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน”จนสามารถนำพาญาติมิตรสร้างวัดให้เป็นวัด สร้างโรงเรียนให้เป็นโรงเรียน สร้างเมรุให้เป็นเมรุ สร้างส้วมให้เป็นส้วมฯลฯ ตามที่ตั้งใจ และอีกไม่นานพวกเราก็จะสร้างเจดีย์ให้เป็นเจดีย์ จนเสร็จสิ้นลงตามสัจจาธิษฐานกันแล้ว
ภูเตศวรยังสัพยอกบรรดาศิษย์เมื่อเร็วๆนี้ว่า
“ตั้งใจว่าปีสุดท้าย (๒๕๕๕)ก่อนบวชจะพักงาน แล้วพาศิษย์ทั้งหลายไปเที่ยวผมยังจำคำพูดของพระเดชพระคุณหลวงปู่เฉลียวที่บอกกับผมว่า อยากไปไหนกับคนที่เรารัก ก็ไปเสียตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ ตายไปแล้วต่างคนต่างไปนะแม้ว ที่ไหนได้ งานบุญมาไม่หยุด ไม่คิดว่าจะได้พาญาติมิตรสร้างเจดีย์ (ที่วัดป่าเขาน้อย อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ) อีกหลังก็ได้ทำ ได้เททองหล่อพระเทวลักษณ์พระหริหระ กับ องค์ท้าวเวสสุวรรณ ตามด้วยปีนี้ได้เป็นเจ้าภาพรับงานกฐินตั้ง ๔ วัดด้วย ปลายปีมีงานบวงสรวงพระเจ้าตากสินมหาราชอีก พวกเราเหนื่อยหน่อยนะ”
สำหรับ ท่านสมหมายอดีตพระวัดเขาพระบาทใหญ่นั้น มีอะไรให้อยากเล่าอีกเช่นกัน ท่านพักอยู่บนเขารูปเดียว สมัยโน้นหลังจากที่ทรงเสด็จรับแขกเพื่อส่งข่าวถึงคนของพระองค์ได้สักสองสามปี ทมยันตีกับภูเตศวรได้รับเชิญให้เดินสายบรรยายธรรมะตามสถานศึกษาต่างๆหลายแห่ง แม้แต่วงการสงฆ์ก็ยังเชิญไปเป็นวิทยากรด้วย หลังจากบรรยายที่โรงเรียนสตรีอุดมดรุณี จ. สุโขทัยจบแล้ว คณะครูที่นั่นชวนไปวัดเขาพระบาทใหญ่เราจึงได้กราบท่านสมหมายที่นั่นเป็นครั้งแรก และมักแวะไปนมัสการท่านเกือบจะทุกครั้งที่เดินทางไปสุโขทัย ที่นี่เองแม่ล่มมีบุญที่ได้เห็นพระบรมสารีริกธาตุเสด็จเป็นครั้งแรกครั้งเดียวของชีวิต
เพราะมีเหตุการณ์แปลกๆเกิดขึ้นที่วัดแห่งนี้ จึงขอนำมาเล่าสู่กันฟังสักเล็กน้อยนะคะ
ครั้งนั้นภูเตศวรนำพระพุทธรูปปางมารวิชัย หน้าตัก ๓๐ นิ้วไปประดิษฐานที่ศาลาเชิงเขา เนื่องในวันออกพรรษาทมยันตี ภูเตศวรและแม่ล่มไปถึงเกือบสองทุ่มแล้ว ท่านนั่งรอที่ศาลา พร้อมศรัทธาอีกไม่กี่คน จู่ๆท่านก็ปรารภว่า
“ทุกปีพระบรมสารีริกธาตุจะเสด็จในคืนวันขึ้น ๑๕ ค่ำอันเป็นวันปวารณาออกพรรษา แต่เว้นเสด็จมา ๔ ปีแล้ว ไม่ทราบว่าปีนี้จะได้ชมบารมีหรือไม่ โยมลองจุดธูปชวนคนฟากขะโน้นมาร่วมทำบุญด้วยกันสิเผื่อเขาจะมากัน”
ท่านแนะให้ทมยันตีส่งข่าวถึงชาวเมืองลับแลที่อาศัยบนแนวเขายาวเหยียดฝั่งตรงข้ามวัด ซึ่งก็เป็นเขาเช่นเดียวกัน ทมยันตีจึงเดินออกไปจุดธูปกลางแจ้ง เธอจะเชิญชวนอย่างไรแม่ล่มไม่ทราบ เพราะนั่งอยู่ในศาลา ฟังท่านสมหมายคุยกับภูเตศวรโดยหันหน้าไปทางฟากขะโน้นแบบไม่ตั้งใจ ขณะที่หูฟัง ตาก็มองทิวไม้บนยอดเขาไปด้วย จู่ๆก็มีดวงไฟกลมโตเท่าลูกมะพร้าว สว่างโรจน์เป็นประกายรุ้ง แม้จะสว่างจ้าเจิดจรัส แต่เย็นตาไม่ระคายเคืองเวลามอง ค่อยๆไต่บนยอดไม้จากขวาไปซ้ายไต่ระดับจากต่ำแล้วสูงขึ้นเรื่อยๆ แม่ล่มมองแล้วแอบสงสัยว่าใครหนอจุดโคมแต่เก่งจังที่บังคับให้ไต่ระดับได้ มาเอะใจว่าทำไมดวงไฟจึงลอยช้าๆ เดี๋ยวหยุด เดี๋ยวเลื่อนไหลไป จึงเรียนถามไปว่า
“ท่านคะดวงไฟฝั่งโน้นคืออะไรกันเจ้าคะ”
“ไหน” ท่านเอี้ยวคอมอง “นั่นพระสารีริกธาตุเสด็จนี่นา เอ้าพากันกราบเสีย โชคดีแล้วที่ปีนี้ท่านเสด็จให้เห็น โชคดีจริงๆ”
ทุกคนก้มลงกราบด้วยความปีติ ขนลุกขนชัน น้ำตารื้นกลั้นไม่อยู่ แม่ล่มเคยอ่านพบเรื่องราวตลอดจนปาฏิหาริย์ของพระบรมสารีริกธาตุ และอัฐิธาตุ จึงลองอธิษฐานขอให้ลอยจนถึงยอดไม้ซ้ายสุด แล้วกลับลงมาทางขวาทีเถิด ดูเหมือนว่าดวงไฟนั้นมีชีวิตและรับรู้ถึงคำขอจริงๆ จึงลอยจากขวาไปซ้ายแล้วเลื่อนลงยอดเขามาช้าๆอย่างอ้อยอิ่ง จากนั้นก็สว่างโชติช่วงขึ้นแล้ววูบวับดับลง เป็นเวลาหลายนาทีที่เหมือนโลกหยุดอยู่กับที่จนลืมหายใจไปชั่วขณะ
อ่านแล้วกรุณาอย่าทำตามแม่ล่มนะคะ เพราะเป็นการไม่เคารพต่อพระพุทธเจ้าหรือแม้แต่พระอรหันตเจ้า มิเป็นการบังควรอย่างยิ่งที่จะไปพิสูจน์ความบริสุทธิ์หลุดพ้นของท่าน แม่ล่มทำไปด้วยความโง่เขลาเป็นตัวอย่างที่ไม่ถูกต้องค่ะ
เช้าวันรุ่งขึ้น มีศรัทธาหลั่งไหลกันมาทำบุญที่วัดแทบทุกสารทิศ
“มาได้อย่างไร ใครบอกบุญให้รู้จ๊ะว่าที่นี่มีวัด” ทมยันตีไต่ถามด้วยความแปลกใจ เพราะจะว่าไปแล้ว เวลานั้นเป็นเพียงสำนักสงฆ์ที่อยู่ลึกเข้าไปในเขตการดูแลของอุทยานแห่งชาติ และอยู่นอกกำแพงเมือง ไกลจากถนนใหญ่หลายกิโลเมตร ถ้าไม่ใช่คนพื้นที่ จะไม่ทราบเลย
“ไม่ได้ตั้งใจมาที่นี่ดอก เช้ามานึกอยากทำบุญก็จัดข้าวสาร อาหารแห้งใส่ท้ายรถ ขับมาเรื่อยๆ เห็นป้ายวัดก็แวะเข้ามานี่แหละ”คือคำตอบของทุกคนที่มาร่วมบุญ
ท่านสมหมายบอกเราว่าชาวลับแลเขาดลใจญาติพี่น้องให้มาทำบุญตามคำเชิญชวนของทมยันตีค่ะเรื่องนี้ภูเตศวรยืนยันได้ ท่านมีจิตรู้ในระดับที่น่าทึ่ง สามารถติดต่อกับภพภูมิอื่นได้ แต่น่าเสียดายที่ท่านมีเหตุจำเป็นต้องสึกหาลาเพศออกไป แต่ก็สัญญากับภูเตศวรว่าเมื่อหมดธุระทางโลกแล้ว หากวาสนายังมีท่านจะกลับมาเป็นพุทธสาวกอีกครั้ง!
ท่านผู้นี้แหละที่ยืนยันต่อหน้าแม่ล่มว่า “ภูเตศวรกับคนใกล้ชิด คือชาวสุโขทัยมาเกิด”

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com