การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

ตอนที่ ๓ ความบังเอิญหรือฟ้าลิขิต (๒) by แม่ล่ม

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
4 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#487]

ตอนที่ ๓ ความบังเอิญหรือฟ้าลิขิต (๒)

 

     การเป็นนักเรียนกินนอน โตมากับหอพักสถานศึกษาของรัฐตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้สวดมนต์ ไหว้พระ แผ่เมตตาแบบพุทธศาสนิกชนได้โดยปริยาย จึงรู้สึกแปลกปลอมเมื่อต้องปฏิบัติศาสนกิจดั้งเดิมของตนอย่างที่เล่ามา

     ความฝันของคนวัยเรียน แม่ล่มก็มีเหมือนกับคนทั่วไป แรกๆตั้งใจที่จะเป็นเภสัชกรให้ได้ เพราะชอบการพิสูจน์ข้อเท็จจริงบนสมมติฐานที่เป็นไปได้ จึงเรียนทางสายวิทยาศาสตร์ แต่ภายหลังมีเงื่อนไขและเหตุผลทางเศรษฐกิจของครอบครัวขณะนั้นที่ไม่สามารถส่งเสียให้เรียนได้ แม่ล่มจึงเปลี่ยนแนวมาขอทุนเรียนด้านภาษาและวรรณคดี ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดวิชาชีพในยุคนั้น สามารถรับประกันว่าไม่ตกงานแน่นอนและจบได้ภายใน ๔ ปี เพื่อลดภาระทางบ้าน แม้มิใช่สิ่งที่ปรารถนาแต่ต้องเลือกเพื่อความอยู่รอด

     วันนั้นแม่ล่มเคยเสียใจและผิดหวังแต่เมื่อเวลาผ่านไป กลับต้องขอบคุณความจนที่ทำให้มีวันนี้ วันที่ได้ใช้ความรู้จากการเปลี่ยนแนวเรียนมาสร้างรายได้เป็นทุนการศึกษาให้กับลูก หลังจากนั้นจึงมีโอกาสทำประโยชน์ด้านงานวิจัย ใช้อบรมสั่งสอนคนให้เป็นทรัพยากรอันเป็นประโยชน์ต่อชาติแผ่นดินแม่ ตรวจทานงานแปลพระธรรมคำสอนจากภาษาจีนเป็นภาษาไทยที่ถูกต้อง ตรวจทานบทวีดีทัศน์การ์ตูนพุทธประวัติ เขียนบทความเพื่ออนุรักษ์วิถีแห่งความเป็นไทย แต่งคำอาศิรวาทวันสำคัญต่างๆของพุทธจักร และอาณาจักร แต่งเนื้อเพลงประจำสถาบันการศึกษาให้โรงเรียนที่ทำงานอยู่ โดยยกให้เป็นวิทยาทานทั้งหมด ที่ถือเป็นเกียรติอันสูงสุดคือ ได้แต่งโองการสดุดีคุณแห่งพระรัตนตรัยและปวงเทพยดาเจ้าทั้งหลาย เพื่อใช้ในพิธีบวงสรวงถวายพระบูรพกษัตริยาที่วัดช้างล้อม อ.ศรีสัชนาลัย จ. สุโขทัยเป็นงานแรก หลังจากนั้นก็เป็นงานหล่อพระปฏิมากร ”พระพุทธนิราโรคันตราย” งานเฉลิมขวัญยอดฉัตรบรมธาตุเจดีย์ (พระรัตนชัยะสงครามเจดีย์ ) ตลอดจนงานบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ณ.วัดป่าชนะสงคราม อ.ทุ่งเสลี่ยม จ.สุโขทัย อันเป็นวัดที่มหาวิษณุนารายณ์เจ้าทรงตั้งพระหฤทัยหมายเป็นที่ปักธงชัยแห่งพระศาสนาไว้จวบถึงยุคพระศรีอาริยะเมตไตรยพระองค์โน้น

     ขออนุญาตแทรกเรื่องการแต่งโองการนี้นิดหนึ่งนะคะ ความจริงไม่คิดฝันว่าจะได้ทำ เพราะช่วงนั้นไปปฏิบัติภาวนาที่วัดป่าชนะสงครามกับคุณกฤติมา เทียมทับทิม ก่อนวันหล่อพระ ประมาณหนึ่งสัปดาห์ ภูเตศวรเดินทางไปเตรียมสถานที่กับคุณเอกราช ทักขิณะ ตามด้วยคุณวสันต์ จันทร์เฉิด ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ศิษย์ทุกคนจะทราบดีว่า ทุกงานภูเตศวรกับศิษย์ผู้ชายส่วนหนึ่งต้องเหนื่อยหนักกับการเตรียมงานล่วงหน้า เมื่อญาติธรรมถึงวัด สถานที่พักและทุกอย่างจะเรียบร้อยสวยงามพร้อมใช้ทันที ช่วงหลังๆหมอไอซ์ย้ายกลับมาบ้านที่จังหวัดพิษณุโลก จึงเป็นอีกแรงสำคัญในการเตรียมงานช่วยอาจารย์ของเธอ

     “เจ๊อยู่วัดน่ะว่างๆแต่งโองการให้หน่อยนะ” ภูเตศวรบอกแม่ล่มล่วงหน้า

     “วุ้ย..แต่งยังไง ไม่เคยแต่ง” แม่ล่มงอแง ก็ไม่เคยจริงๆนี่นา

     “แต่งถวายเป็นรัตนบูชากับเทวบูชาจะได้เป็นสิริมงคลกับตัวเองน่านะ” คำปลอบประโลมตามมา พร้อมแนะและให้ความหวังว่า

     “อยากประกาศคุณงามความประเสริฐของท่านเรื่องไหนก็ทำให้สุดความสามารถเลยเจ๊ ผมจะแต่งด้วยแล้วค่อยมาคัดเอาบทที่ดีที่สุดมาใช้ก็แล้วกัน”

     เพราะอุ่นใจที่อย่างน้อยก็มีตัวช่วย แม่ล่มจึงเอ้อระเหยไม่ลงมือสักที จนเจ้าตัวถึงวัดตอนเย็น ตามด้วยการทวงงานที่มอบให้

     “ตัวเองแต่งได้กี่บทแล้วล่ะ” เราทวงบ้าง เรื่องอะไรจะบอกว่ายังไม่ได้สักบท

     “ผมจะเอาเวลาที่ไหนมาแต่งล่ะเจ๊” นั่นปะไร

     “พรุ่งนี้ค่อยดูแล้วกัน” เราเลี่ยง

     เป็นอันว่าคืนนั้นแม่ล่มถอดหัวใจลงราบกราบเบื้องพระยุคลบาทนับจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตลอดจนทุกพระองค์ แต่งโองการถวายสุดกำลังความสามารถทั้งหมดที่มีอยู่ ด้วยคำประพันธ์ประเภทฉันท์ที่แต่งยากสุดๆจนได้มาบางส่วน และจบทุกบทในวันถัดไป แม่ล่มภูมิใจที่เนื้อหาบางบทเรียกน้ำตาทั้งคนอ่านและคนฟังได้ในงานวันนั้น (หากสนใจในเนื้อหาทุกบททั้งที่ภูเตศวรและแม่ล่มประพันธ์ไว้ กรุณาเปิดดูที่เว็บไซต์ธรรมะ ๕ นาทีค่ะ)

     ที่เล่าไปก็เพียงอยากบอกกับท่านว่า ทุกคนมีสิทธิ์ฝันและหวัง แม้มิสมกับสิ่งที่หวัง ก็มิได้หมายความว่าจะผิดหวังกับสิ่งที่ตั้งใจทำแล้วอย่างทุ่มเทเต็มกำลัง เต็มศักยภาพของตน

     แม่ล่มไม่รู้หรอกว่าการหันเหไปสู่อาชีพครูภาษาไทยนั้นจะเป็นประโยชน์มากมายในภายภาคหน้า การเรียนที่ต้องฝึกทักษะภาษาด้านอักขรวิธี วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ และฉันทลักษณ์ ที่ครอบคลุมตั้งแต่การออกเสียง รู้ต้นตอรากศัพท์ การกำเนิดของภาษาตระกูลต่างๆ การเรียบเรียงประโยค มาจบที่การร้อยเรียงถ้อยคำให้ไพเราะ สละสลวย บริบูรณ์ทั้งภาพและอรรถรสอย่างมีรูปแบบ กับวรรณคดีที่ต้องอ่านวรรณกรรมหลายยุคหลายสมัย ทั้งไทยและเทศนับร้อยๆเล่มแบบวิเคราะห์รายละเอียดทุกแง่มุม ความรู้เรื่องเทพปกรณัมจึงพอได้อาศัย การกำเนิดเทพพรหมเรื่องเทวดาที่ปรากฏในชาดก ตลอดจนการเสวยพระชาติเพื่อสร้างพระบารมีให้ครบก่อนเป็นบรมศาสดาเอกของโลก จึงได้รับธรรมะที่สอดแทรกให้ศึกษาทั้งทางตรงทางอ้อมแบบไม่รู้ตัว

     สิ่งเหล่านี้ได้กลายมาเป็นกุญแจดอกสำคัญไขรหัสปริศนาเพื่อพิสูจน์สิ่งเหนือธรรมชาติ และตรวจสอบบางสิ่งบางอย่างที่ภูเตศวรสงสัย ไม่เข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับตนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า แล้ววันหนึ่งแม่ล่มก็แน่ใจว่าเทวดามีจริงอย่างสิ้นสงสัย

     โชคชะตาเริ่มเล่นกลกับแม่ล่มอีกครั้ง เมื่อต้องสอนวิชาศาสนาเปรียบเทียบแทนครูประจำวิชาซึ่งลาคลอด ในวันแรกเข้ารับตำแหน่งข้าราชการครูโรงเรียนมัธยมสหศึกษาประจำจังหวัดที่บ้านเกิด ไม่มีอะไรใกล้เคียงกับความรู้จากสาขาวิชาที่จบมาเลย

     แต่การสืบค้นข้อมูลเพื่อเตรียมสอน ทำให้เกิดแรงบันดาลใจในเนื้อหาและซาบซึ้งกับคำสอนที่เปิดกว้างโดยปราศจากข้อแม้ใดๆของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ศาสดาแห่งพระพุทธศาสนา จนนำไปสู่การศึกษาหลักธรรม แล้วลงมือปฏิบัติสมาธิภาวนาตั้งแต่นั้นโดยปราศจากครูบาอาจารย์ ทำให้ล่าช้า ไม่ตรงจริต ติดขัดอยู่หลายปีจนได้คำแนะนำมาแก้ไขยามได้กราบท่านมหาฤาษีในเวลาต่อมา เป็นข้อคิดเตือนใจว่า การภาวนาต้องมีครูบาอาจารย์เป็นที่พึ่งอาศัย ยิ่งเป็นผู้มีเจโตปริยาญาณด้วยแล้วท่านจะแนะนำได้ถูกกับจริตของเรา ไม่เสียเวลาคลำผิดคลำถูกอย่างแม่ล่ม

     ถึงกระนั้นก็ยังได้ความรู้เรื่องภาวนาเบื้องต้นนี้ แนะนำภูเตศวรยามต้องบวชเป็นครั้งแรกให้กับบิดาซึ่งกำลังป่วยหนักด้วยเนื้อร้ายในตับเข้าขั้นวิกฤติ ตามถ้อยรับสั่งของมหาวิษณุนารายณ์ฝากคุณสุดารัตน์ จันทร์เฉิด ผู้เป็นคุณพระพี่เลี้ยง จนบิดาอาการดีขึ้น สามารถออกจากห้อง ไอ.ซี.ยู. มาใช้ชีวิตค่อนข้างปกติอยู่ถึง ๓ ปี

     ช่วงนั้นแม่ล่มย้ายจากโรงเรียนที่จังหวัดบ้านเกิด มาอยู่โรงเรียนวัดบวรนิเวศ โรงเรียนหลวงที่สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริให้ตั้งขึ้น อาจเป็นเพราะใกล้เวลาที่ทั้งแม่ล่มกับภูเตศวรต้องปฏิบัติภารกิจสำคัญหนึ่ง และเห็นแก่ครอบครัวที่ต้องพร้อมหน้าพ่อแม่ลูก เพี่อสร้างครอบครัวให้มั่นคงเสียที การอยู่คนละทางภาระค่าใช้จ่ายสูง เก็บเงินไม่ได้ แม้ไม่ชอบความวุ่นวายจอแจของเมืองหลวงแต่จนด้วยเหตุผลดังกล่าวอีกหนึ่ง

     ตอนที่กรอกแบบขอย้าย แม่ล่มได้ระบุชื่อเป็นโรงเรียนใกล้บ้านเพียงแห่งเดียว บอกเหตุผลด้วยว่าสะดวกที่สุดเพราะเดินไปทำงานได้ แต่โชคชะตาก็เหวี่ยงแม่ล่มมาลงที่โรงเรียนไม่ได้ขอย้าย (อีกแล้ว) และเป็นโรงเรียนในพระราชดำริชองล้นเกล้าฯรัชกาลที่ ๕ อันเป็นที่มาของชื่อ “แม่ล่ม” ซึ่งมหาฤาษีทรงเรียกขานในภายหลัง

     มิใช่ความบังเอิญหรอกค่ะ เป็นเส้นทางชีวิตที่ฟ้าลิขิตหรือจะเรียกว่ากรรมได้ลิขิตไว้แล้วทั้งสิ้น

     การทำงานที่นั่น จึงเป็นเรื่องง่ายเมื่อภูเตศวรกุมขมับ ทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก เนื่องจากไม่ระแคะระคายว่าพี่สาวแสดงตนเป็นพุทธมามกะมาเป็นสิบปีแล้วเมื่อต้องบอกกับแม่ล่มว่า

     “ท่านให้ผมบวช เพื่อยืดเวลาพ่อเราอีกระยะ ทำไงดีพี่”

     “บวชก็บวชสิ เป็นไรไป”พี่สาวตอบแบบไม่ทุกข์ร้อน ก็ไม่ได้บวชเองนี่จะทุกข์ทำไม

     “อ้าว! นะโมยังตั้งไม่เป็น สวดก็ไม่ได้สักคำ ไม่รู้อะไรสักอย่างเนี่ยนะ ผมจะบวชได้ไง บวชที่ไหน แล้วถ้าพ่อรู้เข้าไม่ด่าเอาเรอะ”

     “ใจเย็นๆเดี๋ยวหาเทปขานนาคแบบธรรมยุติจากวัดบวรฯมาให้ฝึกออกเสียงน่า มาบวชที่วัดราชาฯก็แล้วกัน ใกล้บ้านดี เรื่องพ่อไม่ต้องห่วงจะคุยให้ ลูกอุตส่าห์บนบวชให้ตัวอายุยืนยาว พ่อที่ไหนจะขัดศรัทธาน้อ”

     “บวชมีแบบนั้นแบบนี้ด้วยเหรอ พี่รู้ได้ไง” พูดแบบนี้ไม่รู้ซะแล้วว่าไผเป็นไผ

     แม่ล่มรับบิดามาพักรักษาตัวที่บ้าน เพื่อความสะดวกในการเดินทางไปพบแพทย์ตามนัด ไปนอนเป็นคนไข้ในยามเกิดอาการวิกฤติ ไปให้สารอาหารและยาทางเส้นเลือดที่โรงพยาบาลศิริราช บ้านหลังนี้เองเป็นเหมือนละครโรงใหญ่ที่ตัวละครหลากหลายเดินเข้าออกตามบทที่ได้รับ เป็นแหล่งรวมญาติธรรมรุ่นแรก และเป็นที่ขัดเกลากิเลสตัณหาสารพัดของทุกคนที่เดินเข้ามาด้วยความทุกข์แสนสาหัสรวมทั้งเจ้าของบ้านคือแม่ล่มด้วย แล้วจะเล่าให้อ่านเมื่อถึงเวลานั้นนะคะ

     “ทำกับผมขนาดนี้ยังไม่พออีกเหรอ จะบังคับกดดันกันไปถึงไหน” นักเลงหน้าขาวอย่างภูเตศวรอัดอั้นจนน้ำตาริน

     ก็จริงของน้อง ใครจะทำใจได้กับชีวิตที่กำลังรุ่งโรจน์จู่ๆก็ภินท์พังลงกับพื้น เหมือนตายทั้งเป็นทั้งที่หายใจอยู่ ทุกอย่างพินาศสิ้น ทั้งงาน เงิน อสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนการใช้ชีวิตแบบปุถุชน อันตรธานหายวับนับจากการพบกันในวันแต่งงานของน้องชายคนเล็ก ( ๒๓ ตุลาคม ๒๕๒๙)

     “พี่ช่วยดูให้ผมที มีอะไรเกาะบนคอผมหรือเปล่า มันหนักจนเงยหน้าไม่ขึ้นมาหลายวันแล้ว เวลาเดินเหมือนมีใครก็ไม่รู้ตามชิดติดหลังแทบหายใจรดต้นคอเลย”

     แม่ล่มพินิจดูน้อง ก็เห็นถึงความเปลี่ยนแปลง ดูซูบผอม ซีดเซียว หมดเรี่ยวแรง ตาโรยเหมือนหลับไม่เต็มอิ่ม ผิดจากเดิมที่หุ่นดีหน้าตาหล่อโดยไม่ต้องพึ่งตะไบ (ขนาดเป็นนายแบบนิตยสารแหละ ไม่ได้โม้นะ เจอหน้าก็ถามเจ้าตัวดูเอง) ปกติจะกระฉับกระเฉง ไฟแรง อารมณ์ดี เฮฮาปาร์ตี้ คุยสนุกได้ทุกเรื่องยกเว้นธรรมะ

     นอกจากอาการแปลกๆที่เกิดขึ้นแล้ว ยังบอกอีกว่า เหล้ายาปลาปิ้งที่เคยร่วมวงกับผองเพื่อนก็มีอันแตะต้องไม่ได้ จะแพ้เป็นผื่นแดง คันคะเยอทันที เนื้อสัตว์ใหญ่ที่เคยโปรดปรานเป็นของแกล้มก็พลอยเหม็นไปหมด นารี กีฬาบัตร โรงสนุ้กที่ชื่นชอบเป็นอันจำใจยุติปิดม่าน

     “ผมไม่ใช่พระนะ”

     เจ้าตัวฟาดงวงฟาดงากับแม่ล่ม ณ เวลานั้นไม่มีใครช่วยใครได้นอกจากเป็นกำลังใจให้กันตามสติปัญญาเท่าที่มี เพราะต่างคนต่างตกอยู่ในสภาพอ่วมอกโรย จากมรสุมชีวิตที่ไล่ต้อนจนมุมกันทั้งคู่ ปรากฏการณ์นี้มารู้ทีหลังว่าเป็นกระบวนไม้ตายที่ทรงใช้สลายอัตตาตัวตนกับคนของท่านนั่นเอง

     ดูเหมือนว่าเหตุการณ์ต่างๆคล้ายเกิดจากความบังเอิญเริ่มเข้ามาพัวพันกับชีวิตเราสองคนชัดเจนขึ้น ด้วยก่อนหน้านั้นสัปดาห์เดียว เพื่อนบ้านร้านโชห่วยปากซอย ได้เล่าอาการของหลานสาวซึ่งนัยว่าถูก “เจ้าจับ” จนถึงขบวนการแห่พาหลานไป “เฝ้าเจ้า”ผ่าน “ร่าง” ท่านหนึ่ง พร้อมใบรับประกันคำทำนายทายทักว่า

     “แม้น..แม่น..อย่างกับตาเห็น”

     ผู้เล่าถ่ายทอดเรื่องราว ผสมปาฏิหาริย์ผ่านท่าทางและน้ำเสียง ทำเอาแม่ล่มฟังแล้ววาดภาพจินตนาการไปถึงขั้นเห็นผีหรือจิตวิญญาณเข้าสิงสู่อยู่กินร่วมนิวาสถานกับคนเป็นๆด้วยความหวาดหวั่นพรั่นพรึง

     ความรู้หมาดๆนี้ถูกนำมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อช่วยกันวินิจฉัย “โรคหนักคอ” ต่อจาก “โรคอุปาทาน” ที่แพทย์แผนปัจจุบันหลายท่าน หลายโรงพยาบาลได้ “ฟันธง” เอาไว้

     แล้วความบังเอิญก็ทำงานอีกครั้ง เมื่อคุณพรจักรเจ้าของกิจการงานพิมพ์ซึ่งสนิทสนมกับภูเตศวร มีประสบการณ์เฝ้าเจ้าตัวยง รับทราบอาการ ได้ตัดสินใจหอบหิ้วภูเตศวรไปพบ “เนี้ย” ที่ตำหนักของ มหาโพธิสัตว์กวนอิม หลังจากพิจารณาอาการบวกกับข้อวินิจฉัยของแม่ล่ม

     ซึ่งตำหนักมหาโพธิสัตว์กวนอิมแห่งนี้ ได้ต้อนรับทมยันตี (คุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ )อีก ๔ปีให้หลัง ก่อนจากกันทรงผินพระพักตร์รับสั่งกับแม่ล่มว่า

     “เธอกับเขาเคยติดสอยห้อยตามกันมา เธอนั่นแหละที่ขอร้อง แล้วเขาจะยอมทำตาม”

     สิ่งที่มหาโพธิสัตว์รับสั่งนั้น ทรงหมายถึงการตั้งเครื่องรับเทพนารีองค์หนึ่งที่ทรงคุ้มครองทมยันตีขณะนั้น ทำให้เธอมีอาการแปลกๆแบบเจ้าจับอีกคน วันๆได้แต่นอนหันหน้าเข้าฝา ไม่ทานอะไร ดื่มแต่น้ำแดง บ่นว่าร้อนต้องเปิดเครื่องปรับอากาศเย็นจัดๆ ที่สำคัญคือเขียนหนังสือไม่ได้เลย แม้ “เนี้ย” จะหว่านล้อมอย่างไรทมยันตีก็ไม่ยอมรับไปปฏิบัติ อาจจะไม่เชื่อหรือมีเหตุผลอื่น

     เห็นเธออาเจียน ทำงานไม่ได้อย่างนั้นก็ให้เป็นห่วง จนต้องตัดสินใจขอร้อง

     “ทำไปเถอะป้า ไม่เห็นจะเสียหายอะไร แค่จัดเครื่องสังเวยพร้อมบายศรีรับท่านสักนิดแล้วทำงานได้เป็นปกติ ก็น่าจะลองทำดู อยู่เฉยๆเดี๋ยวหนูจัดให้เอง”

     จะด้วยอะไรก็แล้วแต่เมื่อเสียคำขอร้องของแม่ล่มไม่ได้ ในที่สุดเธอก็ยอมทำพิธีตามที่แม่ล่มจัดเครื่องเตรียมไว้ให้ รายละเอียดขอให้อ่านจากเรื่อง “จิตตเทวะ” ที่เธอเขียนนะคะ

     ขอย้อนกลับมาเรื่องเดิมอีกที

     เมื่อภูเตศวรกลับมาจากตำหนักของเนี้ย ก็ยื่นข้อเสนอ แบบเว้นคำบางคำให้เข้าใจเอาเองว่า

     “ผมจะลองเชิญดู ถ้ามาก็ช่วยถามให้ทีว่าจะเอายังไง”

     พูดน่ะง่าย แต่ยากจะทำใจกับประสบการณ์แรกของการรวบรวมความกล้าเพื่อเจรจากับ “ใครก็ไม่รู้” ซึ่งไม่มีตัวตนท่านนั้น!!


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com