
ตอนที่ ๒ ความบังเอิญหรือฟ้าลิขิต (๑)
สิบนิ้วต่างธูปเทียนดอกไม้ ยกขึ้นเหนือเกล้าเหนือกระหม่อม ด้วยสำนึกอันล้นพ้นในพระมหากรุณาธิคุณอันใหญ่หลวง เพื่อกราบทูลความในใจว่า ข้าพระพุทธเจ้า
ขอนอบน้อมกราบบูชาคุณแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงเป็นที่พึ่งอันประเสริฐของส่ำสัตว์ผู้ตกในห้วงทุกข์ทั้งหลาย
ขอนอบน้อมกราบบูชาคุณแห่งพระสัทธรรมอันบริสุทธิ์ ซึ่งพระศาสดาเจ้าทรงตรัสรู้โดยชอบด้วยพระองค์เอง
ขอนอบน้อมกราบบูชาคุณแห่งพระอรหันตเจ้า พุทธสาวกผู้เป็นกองทัพธรรม สละชีวิตดำเนินวัตรปฏิบัติตามรอยยุคลบาทพระศาสดา จนเป็นเนื้อนาบุญอันเลิศของพุทธศาสนิกชน ดำรงพระศาสนาให้ยืนยาวจวบเท่าทุกวันนี้
ขอนอบน้อมกราบบูชาคุณแห่งบิดามารดาผู้ให้กำเนิด มอบธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ ให้มีโอกาสใช้ร่างกกายนี้ประพฤติปฏิบัติคุณงามความดีต่อชาติบ้านเมืองและพระศาสนาทั้งทางตรงทางอ้อม
ขอนอบน้อมกราบบูชาคุณแห่งครูอุปัชฌาย์อาจารย์ในอดีต ปัจจุบัน ทั้งที่เป็นมนุษย์และเทพยดาเจ้าทั้งหลายทุกพระองค์ ที่เมตตา อบรมสั่งสอน ให้รู้จักแยกแยะความผิดชอบชั่วดี ผลักดันให้มีโอกาสสั่งสมบารมีจนกว่าจะเต็มพละ เพื่อวันหนึ่งข้างหน้า จะได้เดินทางกลับบ้านอันไกลโพ้น พร้อมมรรคผล พาตนพ้นทุกข์ตามที่ทรงประกาศพระปณิธานไว้เป็นปฐม
“ภูเตศวรเคยกล่าวไว้หลายครั้ง ในโอกาสต่างกรรม ต่างวาระต่างสถานที่ว่า...บนเส้นทางของการเป็น “โอษฐ์เทวะ” ทุกปรากฏการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ทั้งจากบุคคลและเหตุการณ์แต่ละช่วง ขณะอยู่ในห้วงเวลาของการทดสอบอันยาวนานกว่ายี่สิบปีนั้น หากเปรียบดังการร้อยเรียงมวลบุปผาชาตินานาพันธุ์เข้าด้วยกันแล้วถือว่าบัดนี้ภูเตศวรได้ร้อยรัดมัดรวมสิ่งละอันพันละน้อยเหล่านั้น สำเร็จเสร็จสิ้นเป็นมาลัยอันงดงามวิจิตรตระการตา เป็นผลงานที่เกิดจากความรัก ความศรัทธา ความร่วมมือร่วมใจ จากบุคคลรอบข้าง ผสมผสานกับจิตสำนึกในหน้าที่แห่งตนของภูเตศวรเอง
ในขณะเวลาเดียวกันนั้น วิบากแห่งอกุศล และกุศลกรรมในอดีตชาติ ส่งผลให้แม่ล่มได้ร่วมทุกข์ ร่วมสุข เป็นกำลังใจให้กันและกัน ฝ่าฟันอุปสรรคและมรสุมชีวิต ที่โหมกระหน่ำเราสองพี่น้องอย่างหนักหนาสาหัส จนผ่านพ้นช่วงวิกฤติมาบอกเล่าประสบการณ์จริงให้ท่านได้อ่านในคราวนี้
เพราะแม่ล่มกับภูเตศวร เคยกอดคอกันร้องไห้ในวันทุกข์ท้อ มืดมน หม่นมัว มาด้วยกัน
เพราะแม่ล่ม คือบุคคลรอบกายใกล้ชิดที่เข้าใจภูเตศวรมากที่สุด
เพราะแม่ล่ม คือส่วนประกอบบางชิ้นที่ทำให้มาลัยดอกไม้ของภูเตศวรมีรายละเอียด และสีสันในบางแง่มุมแปลกตาไปจากเดิม
จึงเป็นเหตุเป็นผลพอที่ภูเตศวรจะขอให้แม่ล่มมีส่วนร่วมในหนังสือ “โอษฐ์เทวะ” ซึ่งกำลังเรียบเรียงอยู่
ทั้งนี้ต้องกราบขออภัยและขออนุญาตบุคคลใกล้ตัวหลายท่านที่จำเป็นต้องเอ่ยนาม เพื่อให้เรื่องราวที่จะเล่าต่อจากนี้ดูไม่เลื่อนลอยเกินจริง
ธรรมะคือสัจจะเสมอ ธรรมะใดๆที่เล่าสู่กันฟัง หากผิดเพี้ยน พลาดพลั้ง ถือว่าเกิดจากความโง่เขลาเบาปัญญา ฟังไม่ได้ศัพท์ เข้าใจเอาเอง หรือตีความโดยใช้ภาษาไม่ถูกต้องของแม่ล่มเอง จึงกราบขออโหสิกรรมและยอมรับความผิดพลาดทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว”
นี่คือข้อความที่แม่ล่มได้เกริ่นไว้ในภาคผนวกของ “โอษฐ์เทวะ” ท่านที่เป็นศิษย์รุ่นบุกเบิกจนแตกลายงาของภูเตศวรที่ยังคงเหลืออยู่ย่อมรู้จักแม่ล่มดี ทั้งชื่อและหน้าตา แต่ศิษย์หรือใครก็ตามที่ลงทะเบียนเป็นรุ่นกลางเก่ากลางใหม่ จะรู้จักคำว่า “พี่กุ้ง” แต่ไม่รู้จักหน้าค่าตา ทั้งที่ได้พูดคุยเห็นตัวเป็นๆอยู่บ่อยพอสมควร จากงานเขียนของภูเตศวรเมื่อไม่นานนี่เอง ก่อนหน้านั้นเธอไม่เคยแนะนำหรือแสดงทีท่าให้ใครรู้ว่าแม่ล่มคือใครต่อสาธารณชน นอกจากมีคนรู้จักแล้วบอกต่อกันไป แขกรุ่นแรกๆบางคนยังเข้าใจผิดคิดว่าแม่ล่มเป็นภรรยาเสียด้วยซ้ำ จะนับว่าตาถั่วหรือตาถึงก็ไม่แน่ใจ แต่แอบเป็นปลื้มเล็กน้อยถึงปานกลาง คนที่น่าจะไม่ชอบใจคือภูเตศวรซึ่งเป็นเรื่องที่เกินความรับผิดชอบของผู้ใกล้ชิด (ขอยิ้มแบบสะใจอีกครั้ง) แม่ล่มจึงเป็นคนไร้เงา ไร้ชื่อเสียงไร้สถานะ แม้ว่าต้องทำงานหลายบทบาทหลายหน้าที่ร่วมกับคณะลูกศิษย์ มาหลายรุ่น เหตุผลคือเพื่อให้ทุกคนที่รู้จักกับภูเตศวรสบายใจไร้กังวล และเชื่อมั่นได้ว่า การทำงานแต่ละครั้ง จะไม่มีโรคแทรกซ้อน (เช่น..ชั้นเป็นพี่สาวภูเตศวรนะเฟ้ย..ขอเป็นผู้มีอภิสิทธิ์ไปไหนไปด้วยไม่ช่วยสักเฟื้อง ..หรือมือไม่ช่วยแต่ปากตำหนิ..อะไรประมาณนี้) ให้เพื่อนร่วมงานหงุดหงิดจิตตก ภูเตศวรเตือนคณะศิษย์เสมอว่า
“เราอยู่กันแบบพี่แบบน้อง เป็นครอบครัวใหญ่ ทำงานแต่ละครั้งย่อมมีอุปสรรค มีปัญหา มีมารมาทดสอบ แน่นอนเราเหน็ดเหนื่อย แต่อย่าท้อเพราะคำพูดไม่กี่คำของคนอื่น สำคัญที่สุดคือเราต้องรักและให้อภัยซึ่งกันและกัน จุดหมายของเราคือร่วมกันยกยอพระศาสนา ปลายทางของเราคือต้องหาทางกลับบ้านให้ได้ ใครไปได้ให้รีบไปไม่ต้องรอ ใครมีหน้าที่อะไรทำหน้าที่นั้นให้สุดความสามารถ ติดขัดอะไรบอกผมได้ ไม่เข้าใจให้ถาม ไม่ต้องวิจารณ์ แต่ให้เตือนกันฉันท์พี่น้อง มีอะไรขุ่นข้องหมองใจ ต้องคุยกันอย่าปล่อยให้ความไม่เข้าใจกัดกร่อนเป็นสนิมค้างคาใจกัน บางทีเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่สื่อสารไม่ตรงกันก็มี อันนี้ต้องระวังให้มากๆ“
บ่อยครั้งแม่ล่มจึงถูกสมาชิกรุ่นใหม่บางรายที่ไม่รู้จักชี้นิ้วพร้อมสั่งว่า
“นี่เธอ ..ยกของไปไว้บนโต๊ะเตรียมเครื่องสังเวยหน่อย เร็วๆเค้ารออยู่”
ยกไหวก็ยก ยกไม่ไหวก็ต้องส่งไม้ต่อให้น้องในทีมช่วย คิดในแง่ดีก็คือเขามีใจมาช่วยงาน กลัวไม่ทันฤกษ์เขาก็ขอตัวช่วยเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงได้ปะทะคารมกันแน่ แต่แม่ล่มถูกมหาฤาษีขนาบจนชินแล้วกับการตั้งสติก่อนทำตามอารมณ์ หลายครั้งก็หลุดเหมือนกัน ไม่ได้ดีเกินปุถุชนคนอื่นหรอก พยายามอย่าให้พลาดบ่อยๆเท่านั้นเอง
ระยะแรกๆที่จัดรถไปงานบุญ กฐิน ผ้าป่า หล่อพระฯลฯ แขกที่ไปจะรู้จักคุณชูศรี วโรภาษ อยู่คนเดียวกระมัง เพราะเธอเป็นเหรัญญิก เป็นผู้จัดหารถ อดหลับอดนอนรับโทรศัพท์สำรองที่นั่ง ถึงเวลาเดินทาง การบริการอาหารการกิน เครื่องดื่ม ของว่าง ถูกส่งต่อเป็นหน้าที่ของน้องๆทีมงาน คุณชูศรีจึงรอดตัว (หรือเจอหนักกว่าก็ไม่รู้) จากการเรียกร้องแปลกๆแบบที่พวกเราเจอกัน
“คุณ!ขอกาแฟถ้วย น้ำตาลสาม ครีมสาม ชอบหวานมันอ่ะ เออ..อยากได้เค้กเนยสด ไม่เอาโดนัทนะ ไม่ชอบ” รถแสวงบุญราคาย่อมเยา ไม่ใช่เครื่องบินชั้นธุรกิจ ทุกอย่างจึงเป็นทรีอินวัน เพื่อสะดวกในการบริการ จึงสนองความต้องการบนพื้นฐานธรรมดาเท่าเทียมกัน
“ขอผ้าห่มเพิ่มอีกผืนจ๊ะ”รถบางคันมีผ้าห่มบางๆให้ แต่บางคันไม่มี จึงยากที่จะบริการได้ ภายหลังคุณชูศรีต้องให้ข้อมูลที่ญาติธรรมควรนำติดตัวไปด้วยเสมอ
“ที่พักขอมีแอร์ด้วย”ท่าทางคิดว่ากำลังทัวร์ต่างประเทศ ไม่ใช่ไปวัดที่กำลังล้มลุกคลุกคลานตั้งไข่หาปัจจัยสร้างเสนาสนะกันอยู่ (ปัจจุบันคนทุ่งเสลี่ยมเรียกวัดนี้ว่า “วัดเศรษฐี”สาธุ..อนุโมทนาดังๆด้วยกันได้ค่ะ อย่างน้อยเราก็เป็นเศรษฐีทางบุญกันอยู่แล้ว)
“เปลี่ยนไปนั่งหน้าได้มั้ย ชอบดูวิว”บางท่านต้องนั่งหน้ามิฉะนั้นจะมีอาการเมารถ ปกติเราจัดที่นั่งตามลำดับของคนจอง มาก่อนย่อมได้สิทธิ์ก่อน เมื่อทราบปัญหาแล้ว ช่วงหลังเมื่อคุ้นเคยกันเราก็ปรับเปลี่ยน ขออนุญาตจัดให้ผู้อาวุโสและผู้ชอบเมารถอยู่ในตำแหน่งสบายที่สุด
ถ้าคำขอไม่ได้ดั่งใจ ก็ตามมาด้วยเสียงตำหนิ ทำนองเสียเงินแล้วได้รับการบริการไม่ดี คราวหน้าจะไม่มาอีก ใหม่ๆก็ท้อเหมือนกัน
เรื่องนี้เกิดขึ้นหลายครั้ง จนภูเตศวรต้องอธิบายกับญาติธรรมให้เข้าใจว่า ทีมงานทุกคนมาช่วยด้วยจิตอาสา ที่สำคัญคือทุกคนมีตำแหน่งหน้าที่ การงานทำเป็นหลักแหล่งมั่นคง เป็นอาจารย์แพทย์อย่างหมอไอซ์ (แพทย์หญิงชญานินี ปัตตพงศ์) เป็นด็อกเตอร์ทางวิทยาศาสตร์อาหารอย่างหนูเบส (ดร.สมวิภา พวงมณี) หนูมินต์ ด็อกเตอร์ทางวิศวฯ (ดร.พุทธชาติ ขันต้นธง)เป็นนักวิชาการ เป็นนักบริหารระดับสูงกันทั้งนั้นไม่ใช่พนักงานบริษัททัวร์ ที่อำนวยความสะดวกให้ ต่างก็ทำด้วยใจ ไม่มีค่าจ้างแรงงาน ซ้ำต้องจ่ายค่าเดินทางเหมือนญาติธรรมทุกท่าน ค่ารถหลังหักค่าใช้จ่ายแล้วจะผลักเข้ากองบุญ ถวายวัดไปเท่ากับเราได้ทำบุญร่วมกัน
จากวันนั้นมา เมื่อทุกคนเข้าใจระบบการทำงาน เราจึงมีครอบครัวขยายใหญ่ขึ้นกว่าเดิม มีอาสาสมัครช่วยงานเพิ่มขึ้น ในที่สุดก็เป็นทีมงานรุ่นใหม่ที่พร้อมทำงานเพื่อสังคมควบคู่ไปกับทีมดึกดำบรรพ์ซึ่งเตรียมส่งไม้ต่อให้รุ่นใหม่ไฟลุกโชน รับหน้าที่ต่อไป ในอนาคตอันใกล้เมื่อแม่ล่มกับเพื่อนๆวางมือ
ภูเตศวรใส่ใจทุกรายละเอียดและพร้อมที่จะร่วมทุกข์ร่วมสุข พร้อมที่จะกระโจนเข้าต่อสู้กับความอยุติธรรมเมื่อศิษย์ได้รับการปฏิบัติไม่ถูกต้อง เจ้าตัวเคยบอกแม่ล่มว่า
“ผมจะปล่อยให้คนที่ทำงานถวายพระศาสนา และเทวดาให้กินนอนลำบาก แล้วปลีกตัวเสวยสุขกินอิ่มนอนสบายที่โรงแรมได้อย่างไร ผมต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขกับคนที่ทุ่มเทเสียสละทั้งชีวิต แรงกาย แรงทรัพย์ ตลอดจนแรงใจหวังสร้างบารมีเพื่อพระพุทธเจ้า พ่อแม่ครูอาจารย์ และเทวดา ผมในฐานะเป็นครูบาอาจารย์ อีกอย่างเขาเป็นเพื่อนพ้องน้องพี่ซึ่งเปรียบเหมือนครอบครัวของผม ใครผิดก็เตือนอย่างหวังดี ถ้าถูกแล้วมีคนไม่เข้าใจก็ปกป้องให้ และผมก็เชื่อว่ามหาวิษณุและมหาเทพทุกพระองค์ก็ทรงมีพระราชดำริอย่างนี้เช่นกัน”
ขออนุญาตเรียนความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ให้ทุกท่านทราบแทนพี่ๆน้องๆในทีมงานที่ไม่มีโอกาสได้เปิดใจกับใครว่า พบความกดดันและปัญหาหนักหนาอย่างไรกันมาบ้าง ถือเสียว่าเป็นการเปิดประตูบานใหญ่ให้ท่านสำรวจก่อนเข้าบ้าน แล้วค่อยนั่งคุยกันฉันท์มิตรต่อไป
แม่ล่มกับภูเตศวร ไม่ใช่พุทธศาสนิกชนมาแต่ดั้งเดิม ซ้ำยังพยายามหลีกเลี่ยง ไม่ไปร่วมพิธีทางศาสนาในวันอาทิตย์อยู่เสมอ หากต้องร่วมพิธีกรรมเพื่อเห็นแก่ความรู้สึกของคุณแม่ที่เคร่งครัด ช่วงเวลาอธิษฐาน แม่ล่มจะขออย่างเดียวคือ “ให้มีดวงตาเห็นธรรม” โดยไม่เข้าใจความหมาย และไม่รู้ด้วยว่าทำไมต้องขออย่างนี้
“สัญญาเดิมมันแรง”คือคำรับรองของมหาฤาษีในกาลต่อมา
จะแรงอย่างไร แรงแค่ไหน ถูกต้องตามที่มหาฤาษีทรงรับรองหรือไม่ ติดตามต่อไปนะคะ

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com
