
ตอนที่ ๑ ฤาจะปฏิเสธลง
สืบเนี่องจากงานเสวนาเทวศาสตร์ในวันอาทิตย์ที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๕๕ ที่ผ่านมา ก่อนถึงวันงาน พวกเราปรึกษากันว่าเนื้อหาควรไปทางทิศใด พร้อมกับแบ่งหัวข้อตามที่แต่ละคนมีความรู้และถนัด แม่ล่มได้หัวข้อที่อาจเรียกได้ว่าอยู่ในจิตวิญญาณ ของตัวเองมานานกว่าครึ่งชีวิต แต่เพื่อความไม่ประมาทจึงต้องทบทวนสิ่งที่เป็นประสบการณ์อันมหัศจรรย์ยาวนานด้วยความรอบคอบ โดยเฉพาะ ธรรมะและคำสั่งสอนตักเตือนต้องผิดเพี้ยนมิได้ เวลาสองเดือนที่เตรียมตัวทำให้ความทรงจำต่างๆหลั่งไหลมาดุจทำนบพัง บางครั้งบันทึกไปน้ำตาก็ไหลพรากไป ทั้งสำนึกในคุณแห่งพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้า ที่พิเศษสุดคือมีวาสนาได้ถวายงานแด่ เทพยดาเจ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าลูกชาวบ้าน ซ้ำยังเป็นคนนอกศาสนาอย่างเราจะได้รับโอกาสอันประเสริฐสุดในชีวิตเยี่ยงนั้น สิ่งที่บันทึกจึงมากมายเหลือคณานับ หากเทียบกับเวลาในวันเสวนาแล้ว ถือว่าน้อยมาก จึงยังมีสิ่งที่อยากบอกเล่าค้างคาในใจมาตลอด ญาติมิตรบางท่านก็ออกปากขอให้เขียนเป็นวิทยาทาน ประจวบกับอาจารย์แม้วก็เคยเคี่ยวเข็ญอยากให้พี่สาวทำเช่นกัน อย่ากระนั้นเลยเวลาของชีวิตก็สั้นลงทุกวินาที หากข้อบอกเล่าต่อไปนี้เป็นประโยชน์กับสาธารณชนคนใจเป็นธรรมะก็น่าทำ และหากเป็นการถวายพระเกียรติแด่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แม้แต่พระพุทธองค์ไม่ทรงปฏิเสธด้วยแล้วยิ่งสมควรทำที่สุด
ขอเล่าย้อนกลับไป เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๓ ภูเตศวรแจ้งว่า ภาพที่แม่ล่มอยากได้เธอวาดเสร็จแล้วขณะนี้นำไปใส่กรอบช่างบอกว่าจะเสร็จ ภายในเที่ยงของวันรุ่งขึ้น ถ้าแม่ล่มว่างให้ไปรับได้เลย
“เพิ่งวาดเสร็จตีสี่นี่เอง อีกสองสามวันผมจะขึ้นสุโขทัย ไปตรวจงานทำถนนที่วัดป่าชนะสงครามระยะหนึ่ง ไม่อยากให้ค้างที่บ้านนาน รูปของเจ๊แมวก็เสร็จแล้วเหมือนกัน”
ถนนที่ว่าคือเส้นที่ต่อจากสายหลักเข้าสู่ศาลาหลังเล็ก เชื่อมถึงโรงครัวขึ้นสู่ศาลาน้ำร้อนจบลงที่หน้ากุฏิพ่อแม่ครูบาอาจารย์หลวงปู่พรม พรหมโชโต ซึ่งกำลังเตรียมเทแอสฟัลท์อยู่ ส่วนภาพวาดก็เป็นรูปพระพุทธเจ้าที่แม่ล่มอยากได้ประดับห้องพระบ้านหลังใหม่ของลูกชายคนโต
“ได้เลย พรุ่งนี้จะไปรับก็แล้วกัน”
แม่ล่มรีบรับปากเพราะโอกาสพบกันนั้นแสนยาก ถึงจะเป็นพี่น้องสนิทกันก็จริง แต่ไม่ค่อยได้พบหรือพูดคุยกันเหมือนก่อนเก่า เนื่องจากต่างคนต่างมีภาระหน้าที่รับผิดชอบมากขึ้นตามวัยและกาลเวลา ยกเว้นมีธุระสำคัญซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นงานมูลนิธิปัญญาธโรหรืองานของพระศาสนามากกว่าเรื่องส่วนตัว จึงน้อยครั้งที่จะเห็นแม่ล่มทำตัวเป็นเงาของภูเตศวร
“คนมีหน้าที่อย่างผม(โอษฐ์เทวะ) ถ้าคนใกล้ชิดไม่เข้าใจในบทบาทของตัวเอง ก็มักจะสร้างปัญหาให้ต้องหนักใจเสมอ”
เรื่องนี้คุณรัตน์ ซึ่งเป็นคุณพระพี่เลี้ยงลงทุนออกใบรับรอง เพราะเคยถูกเข้าใจผิดว่ามีผลประโยชน์แอบแฝง
“ตำหนักที่มีปัญหา ก็เพราะพี่เลี้ยง สามี ภรรยา บรรดาญาติสนิทมิตรสหายฯลฯ อาศัยความใกล้ชิดร่าง(เจ้าตำหนัก) เที่ยวกัณฑ์สี่กัณฑ์ห้า(กีดกัน) คนอื่นจนเขาเอือมระอาไปหมด”
แม่ล่มไปถึงบ้านน้องชายช่วงบ่าย เห็นเจ้าตัวกำลังขึ้นร่างภาพมหาฤาษีนารท ง่วนอยู่ พอเจอหน้าก็ออกปากเปรยว่า
“จะแขวนไว้ในห้องพระบ้านนี้”
เท่าที่รู้คนวาดไม่มีภาพเป็นของส่วนตัวเลย เพราะนำไปประมูลหาทุนสร้าง วัดวาอาราม ศาสนสถานทุกรูปแบบตลอดจนงานบุญไม่เว้นแม้แต่สถานศึกษาและทุนการศึกษามาเนิ่นนานโดยไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ แม่ล่มเข้าใจเอาเองว่าคงวาดให้เป็นของที่ระลึกสำหรับลูกสาวคนเดียวคือ “แชมพู”
เมื่อรับภาพพระพุทธเจ้าประทับเหนือดอกบัวใต้ร่มโพธิบัลลังก์ทองมาพินิจขณะจิตหนึ่งก็ปิติสุขถูกใจยิ่ง แต่อีกด้านรู้สึกเกรงใจจนต้องออกตัว
“สวยจัง พี่กุ้งอยากทำบุญด้วย ให้มากกว่านี้ แต่กำลังมีเท่านี้แหละ คงไม่ว่ากันนะ”
“มีแค่ไหนก็แค่นั้น อย่าเบียดเบียนตัวเองให้ลำบากจะไม่ได้บุญ ขอบคุณพี่มาก ขึ้นสุโขทัยคราวนี้จะได้มีเงินติดตัวทำบุญด้วย”
“ถ้าต้องประมูลก็คงไม่ได้กับเขาหรอก สู้ไม่ไหว”
“อยากได้ก็บอกมาอย่างนี้ดีแล้ว ถ้าว่างก็วาดให้ไม่ต้องเกรงใจ”
เราคุยกันเรื่องสัพเพเหระไปเรื่อยๆอยู่พักใหญ่ จู่ๆภูเตศวรก็ถามแม่ล่มว่า
“เออร์ลี่ออกมาแล้วคิดจะทำอะไรต่อไป”
แม่ล่มออกจากราชการก่อนกำหนดในเดือนตุลาคม ๒๕๕๒ ด้วยเหตุผลหลายประการ สิ่งแรกคือสุขภาพที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการทำงาน บุตรธิดาแต่งงานเป็นฝั่ง เป็นฝามีหลานยายหลานย่าแล้ว งานการของแต่ละคนก็มั่นคงพอควร ที่อยู่อาศัยมีครบทุกคน แม้ต้องผ่อนส่งอยู่ก็เป็นเรื่องธรรมดาของวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ มีแม่เป็นข้าราชการที่ไม่มีมรดกมอบให้ นอกจากการศึกษาที่แม่เลี้ยงเดี่ยวคนนี้ยอมลำบาก ทำงานนอกเวลาทุกอย่าง เพื่อให้ได้เงินมาส่งลูกเรียนจนสุดความสามารถ
“อยากพักยาวๆให้หายเหนื่อยสักนิด ขอเป็นอิสระจากกฎระเบียบ เข็มนาฬิกา และเสียงออดบอกเวลาสักพัก แล้วจะไปภาวนาตามที่ตั้งใจ ตอนนี้ก็ไปๆมาๆก่อน”
แม่ล่มตอบแบบมั่นใจ
“จะทำอะไรก็รีบทำนะพี่ เวลาเหลือน้อยแล้ว คิดจะภาวนาหวังมรรคผลก็ต้องอยู่วัด ปฏิบัติให้แน่วแน่จริงจังไปเลย หยุดห่วงลูกหลานเสียที อยู่เฉยๆอย่างนี้สักพักจะฟุ้งซ่าน เชื่อผมสิ พี่ต้องหาอะไรทำด้วย ผมว่าพี่น่าจะเขียนเรื่องของการปฏิบัติเทวกิจและสิ่งที่ทุกพระองค์ทรงสั่งสอนให้คนอื่นได้ทราบบ้าง เพราะพี่มีโอกาสถวายงานใกล้ชิดมายาวนาน เสียดายที่จะเก็บไว้แล้วหายไปกับตัว มีเวลาว่างก็ภาวนาจะเดินจงกรมก็ยังได้เลย”
ภูเตศวรเริ่มโน้มน้าวพี่สาว
“ขี้เกียจอ่ะ” น่าน..!แม่ล่มตอบอย่างจริงใจมากเลยนะเนี่ย
“ภาษาผมไม่ดีเท่าพี่ ยังเขียนเป็นอาชีพได้เลย ตัวเองออกจะใช้ภาษาได้เพราะ เขียนได้น่าอ่านน่าติดตาม น่าเสียดายที่ไม่ยอมเขียน” ผู้เป็นน้องชายรุกคืบ
“ใช่เลยป้ากุ้ง ภาษาของป้าสวย เข้าใจง่าย อย่างป่าป๊าบอกเลย” แชมพู หลานสาวเห็นด้วย
“แชมพูอ่านด้วยเหรอถึงรู้ว่าดี ?” ก็ไม่คิดว่าคนใกล้ตัวจะสนใจนี่นา
“โอ๊ย อ่านหมดแหละป้า” หลานหมายถึงเรื่อง แก๊งขาสั้น ที่ลงเว็บไซต์ธรรมะ ๕นาทีอยู่ขณะนี้ (เรื่องนี้รวมเล่มขายจนส่งลูกเรียนจบ) กับภาคผนวกของโอษฐ์เทวะ ที่แอบเขียนตามคำขอของน้องชาย รออ่านตอนสุดท้ายเล่มสองก็แล้วกัน ถ้าไม่ถูกฆ่าตัดตอน..เอ้ย..ถูกเซ็นเซอร์เสียก่อน แต่อาจจะนำมาขยายความในเรื่องนี้ก็คงไม่เสียหายอะไร
“อาจารย์อยากให้คุณเขียนประสบการณ์จริงที่ได้รับรู้และสัมผัสมา เผื่อเป็นอุทาหรณ์ให้คนอื่นนำไปแก้ปัญหาหรือหาทางออกของชีวิตแบบคุณบ้าง อาจารย์เคยบอกเราว่า มีแต่เจ๊แหละ ที่พูดแล้วพี่กุ้งจะเชื่อ”
คุณแมวหรือคุณกฤติมา เทียมทับทิม อดีตนักรังสีเทคนิค สถาบันประสาทวิทยาเคยเล่าให้ฟัง (รายนี้ตกหลุมพรางคำหว่านล้อมของแม่ล่มจนตกกระไดพลอยโจนออกจากราชการก่อนกำหนดพร้อมกัน) แม้แต่คุณชูศรี วโรภาษ เหรัญญิกมูลนิธิปัญญาธโร น้องสุวรรณา กิจโอภาส เว็บมาสเตอร์ธรรมะ ๕ นาที รวมถึงพี่ๆ น้องๆและเพื่อนๆในกลุ่ม นอกกลุ่มอีกหลายท่าน เมื่อทราบเรื่องราวบางส่วนของ แม่ล่ม ต่างออกปากแกมบังคับว่าน่าจะบันทึกไว้ แม่ล่มรับฟังแต่ไม่รับปาก อ่านแล้วอย่าหมั่นไส้กันว่าเล่นองค์ แต่ความจริงนั้นแม่ล่มเป็นนักวิชาการ จึงคิดเสมอว่าคงเขียนอะไรแบบบันเทิงได้ไม่ดีเท่าการเล่าเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับบุคคลรอบตัว โดยเฉพาะพฤติกรรมของลูกศิษย์ โดยความเป็นครูทำให้เล่าเรื่องอะไรต่อมิอะไรได้ค่อนข้างสนุก แม้เรื่องที่เล่าจะคละเคล้าด้วยน้ำตาแต่ก็แทรกเสียงหัวเราะได้ไม่ยากนัก การเล่าประสบการณ์การก้าวผ่านความทุกข์แบบโลกๆของตัวเองให้ใครต่อใครฟังก็หวังเพียงเปรียบเทียบและปลุกปลอบ คนใกล้ตัวที่เดินผ่านเข้ามาในชีวิตให้รู้ว่า ขณะที่เขาคิดว่ากำลังทุกข์หนักไม่ว่าจากเรื่องใดก็ตาม ยังมีแม่ล่มอีกคนที่เคยอยู่ในสถานการณ์ที่อาจจะย่ำแย่กว่าเขามาก่อน แต่ก็ผ่านพ้นมาจนมีวันนี้ได้เพราะอะไร มีสิ่งใดเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว ส่วนใหญ่คนฟังจะได้สติ มีกำลังใจลุกขึ้นสู้อีกครั้งทั้งนี้มิใช่แม่ล่มเก่งกาจอะไร โดยความเป็นจริงแล้วทุกคนรู้ว่ากำลังอยู่ในภาวะใดเพียงแต่ขาดการพิจารณา คือขาดสติ เมื่อรู้ว่ายังมีคนที่ทุกข์กว่าตัว ก็รู้สึกว่าอย่างน้อยโชคดีกว่าคนเล่ามากมาย จะกลับมาเข้มแข็งหาทางออกที่ดีและถูกต้องได้ไม่ยาก สามารถดูแลตัวเอง กับคนรอบข้างอันเป็นที่รักได้อีกครั้งอย่างมีคุณภาพ แม่ล่มจึงเป็นเพียง ไม้จิ้มฟัน ยาบรรเทาปวด น้ำยาล้างตา ผ้าเช็ดหน้า ลูกอม ไม้เรียว ตลกหน้าม่านคั่นเวลารอ ตัวเอกมารับช่วงต่อ หรือดอกไม้สักดอกฯลฯ ให้คนฟังได้หยุดคิด และนำไปใช้ดูแลตัวเองเป็นยาสามัญเบื้องต้น ต่อจากนั้นค่อยพิจารณาธรรมะของพระศาสดาเป็นยารักษาอีกที
เพราะความที่ชอบเล่านี่เอง ทมยันตีหรือคุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ จึงยื่นคำขาดในวันหนึ่งของหลายปีที่แล้วว่า
“แกเล่าเรื่องเด็กนักเรียนได้มันดีว่ะ เอางี้ แกเขียนแบบที่แกเล่านี่แหละส่งมาให้ฉันอ่านสักสองสามตอน ถ้าโอเคแกก็ได้ตังค์ใช้”
คราวนั้นไม่อิดออดเพราะค่าเทอมลูกกำลังจ่อคิวมาถึง แม่ล่มจึงได้เรื่อง “แก๊งขาสั้น” มาหนึ่งเล่มจาก ณ.บ้านวรรณกรรม พร้อมค่าลิขสิทธิ์อย่างคุณหญิงพูดจริงๆ
“โครงเรื่องมีบานตะเกียงจะเอาแนวไหนมีทั้งนั้น เจ๊เลือกได้เลย” เมื่อภูเตศวรเห็นว่าพี่สาวสามารถเขียนเรื่องแล้วขายได้ จึงคะยั้นคะยอให้เขียนในแนวบันเทิงอีก แม่ล่มกลับอิดออด
“ก็ถนัดเขียนเรื่องจริง ฮาๆ อย่างแก๊งขาสั้นมากกว่านวนิยาย เลยไม่แน่ใจว่าจะเขียนได้ดีตามที่หวัง”
“งั้นเขียนเรื่องจริงของตนเองก็แล้วกัน อย่างน้อยพี่ก็ใกล้ชิดกับเทวดาหลายพระองค์ ได้สดับพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ทั้งข้อคิด คำเตือน จากโอษฐ์ท่านมายาวนานหลายสิบปีเป็นประสบการณ์ตรงของพี่เองด้วย ช่วงนี้ผมกำลังเขียนโอษฐ์เทวะแทนคอลัมน์ธรรมะ๕นาทีอยู่ เรื่องราวของพี่จะเป็นอีกด้านหนึ่งให้คนอ่านพิจารณา”
“คือ...” แม่ล่มอ้ำอึ้ง
“เอางี้...เขียนมาเลยไม่มีใครพิมพ์ให้ผมจะลงทุนพิมพ์เอง ถ้าขายไม่ออกคิดเสียว่าเขียนไว้แจกงานศพตัวเองก็แล้วกัน ดีเสียอีกลูกหลานไม่ต้องเตรียมของชำร่วยให้เหนื่อยยาก.. เอวัง”
ภูเตศวรสรุปดื้อๆง่ายๆ เป็นอันว่าจบข่าวสำหรับแม่ล่มเช่นกันคือ ไม่ควรปฏิเสธอีกแล้ว ส่วนท่านผู้อ่านจะตกลงใจหรือปลงใจกับแม่ล่มหรือไม่ ก็ต้องพิสูจน์กันต่อไปแล้วล่ะค่ะ

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com