ผู้พิทักษ์ by แม่เม...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

ผู้พิทักษ์ by แม่เม้า

4 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
7 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#48]

ผู้พิทักษ์

          เรื่องนี้ได้ความคิดมาจากกำแพงประตูวัดบวรนิเวศวิหารค่ะ หากใครมีโอกาสเดินทางผ่านมาละแวกบางลำพูด้านถนนพระสุเมรุ จะเห็นประตูสูงใหญ่อยู่หน้าพระอุโบสถที่บานประตูทั้งสอง สลักเป็นรูปอารักษ์คู่เป็นรูปกึ่งเทวดากึ่งงิ้วเรียกกันว่า เซี่ยวกาง หรือ เสี้ยวกาง บางท่านอธิบายว่ารูปกึ่งเทวดานี้คือ พระอินทร์ เนื่องจากชาวจีนเชื่อเหมือนพม่าว่า พระอินทร์มีหน้าที่เป็นผู้คุ้มครองพระพุทธศาสนา จึงสร้างรูปของพระอินทร์ไว้ตามประตูวัด เพื่อดูแลรักษาประตูไม่ให้เหล่ามารร้ายทั้งหลายเข้าไปรบกวนในวัด อีกทั้งยังคุ้มครองผู้ที่เข้าวัดเพื่อปฏิบัติธรรมทางพระพุทธศาสนาด้วย ต่อไปนี้ แม่เม้าขออนุญาตเรียกขานผู้ที่ทำหน้าที่เหมือน หรือละม้ายแม้นอย่างนี้ว่า ผู้พิทักษ์นะคะ ด้วยการสาธยายสรรพคุณและนามว่า มีอะไรบ้างดังนี้


3 ตอบกลับทั้งหมด
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

          เสี้ยวกาง เป็นรูปทวารารักษ์ ทวารบาล หรือโทวาริกของจีน มีรูปลักษณะเป็นทหารแต่งตัวครึ่งไทยครึ่งจีนหนวดเครายาว กางออกมาเหมือนเขี้ยว ทำให้คนจีนบางคนเรียกอีกชื่อว่า “เขี้ยวกาง” ด้วยในมือถืออาวุธ ตั้งแต่ดาบยาว กริช สามง่าม เกราะต่างๆชนิดกันไป ฝ่าเท้าเหยียบสิงโต หรือ เหรา (เห-รา เป็นสัตว์ในเทพนิยายมีรูปครึ่งนาคครึ่งจระเข้) มักสลักหรือเขียนไว้ที่บานประตูทั้งสองข้างอย่างที่กำแพงประตูวัดบวรนิเวศวิหารดังกล่าว บางรูปก็ไม่มีหนวดเครายาว ซึ่งมักจะเป็นศิลปะรัตนโกสินทร์ บางตนเรียก จรีกาง ก็มี ชื่อนี้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงให้ความเห็นว่า ผู้เรียกอาจจะหมายถึง การเหน็บกริชกางก้าน่ากลัวก็ได้

          คำว่า เซี่ยวกาง สันนิษฐานว่าเป็นคำมาจากภาษาจีนแต้จิ๋วคือ เซ่ากัง แปลว่า ยืนยาม ตู้ยาม ผู้พิทักษ์ตามประตูหรือทางเข้าออกของจีน ซึ่งกินตำแหน่งเจ้าแห่งผี หรือหัวหน้าผีนั้นมี ซินซูกับอุกลุก มีหน้าที่ดูแลรักษาประตูไม่ให้ภูตผีปีศาจเข้ามาล่วงล้ำอาณาเขตหวงห้ามภายใน

          บางแห่งก็วาดรูปของ อวยซิจง กับ ซินซกโป ให้เป็นทวารบาลวัดกับศาลเจ้าแทน โดยจับเหตุการณ์ตอนที่ พระเจ้าไท่จง (หลีซิบิ๋น) กษัตริย์ราชวงศ์ถังประชวร จะด้วยเหตุของพระอาการประชวรหรือเป็นเพราะนิมิตไม่ทราบได้ ทำให้ทอดพระเนตรเห็นแต่ปีศาจมารบกวนเต็มไปหมดอยู่ตลอดเวลาจึงทรงให้ทหารเอก ๒ คนคือ อวยซิจง กับ ซินซกโป มายืนถวายความอารักขาหน้าห้องพระบรรทม ในเรื่องไม่ได้เล่าต่อว่าผีตามมารบกวนอีกหรือไม่ แต่น่าเชื่อว่าคงได้ผล จึงเกิดประเพณีวาดรูปอวยซิจงกับซินซกโปไว้ ๒ ข้างประตูวัดกับศาลเจ้าตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แม่เม้าว่าอีตาอวยซิจงกับซินซกโปนี่หน้าตาคงน่ากลัวพิลึกล่ะ ขนาดผียังกลัวพี่แกเลย เก่งยิ่งกว่าหัวหน้าผีซะอีกแน่ะ


ตอบ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

          พงศาวดารจีนยังมีเกร็ดเล่าอีกว่า สมัยพระเจ้าถังไท่จงพระองค์เดิมนี้อีกแหละ มีซินแสคนหนึ่งทำนายเหตุการณ์แม่นยำมาก จนทำให้พญานาคทนเห็นความสามารถของมนุษย์อย่างซินแสไม่ได้ จัดการแปลงกายเป็นคนมาลองดี ท้าทายความแม่นยำกับซินแสว่าปีนี้น้ำมากหรือน้อย ซ้ำยังพนันอีกว่าทายถูกจะให้รางวัลเป็นทองคำ ถ้าผิด ตัวซินแสต้องรับปากว่าจะเลิกอาชีพหมอดูให้เด็ดขาด ก็ให้งงๆ เหมือนกัน ด้วยไม่เข้าใจว่า การทายแม่นของซินแสไปขัดผลประโยชน์ ขวางทางผู้มีอำนาจ หรือกรณีชู้สาว อุ๊ย... ขออำไพค่ะ ชักเคลิ้มนึกว่ากำลังเขียนข่าวอาชญากรรม คือ...ไม่เข้าใจว่าการกระทำของซินแสจะไปขัดผลประโยชน์ของพญานาคตรงไหนก็ไม่รู้ อาการศรศิลป์ไม่กินกันนี่มันพูดกันยากอย่างนี้แหละค่ะ

          เอาเป็นว่าซินแสทายด้วยความมั่นใจว่าปีนั้นน้ำน้อยร้อยเปอร์เซ็นต์ พญานาคก็แกล้งให้น้ำมากเป็นพิเศษ น้ำจึงท่วมบ้านเมืองให้ความเดือดร้อนไปทั่วแผ่นดิน (เอ๊ะ...รึว่าไอ้ที่น้ำท่วมเมื่อปลายปี ๒๕๓๘ ก็อยู่ในกรณีพิพาทนี้ด้วย) เมื่อคนดีถูกกลั่นแกล้ง เง็กเซียนฮ่องเต้ จึงมีพระบัญชาให้ งุ่ยเต็ง ทหารเอกของถังไท่จงไปพิฆาตพญานาคเกเรต้นเรื่องให้ตายเสีย จะได้หมดเรื่อง

          พญานาคก็นกรู้ มาขอให้พระเจ้าถังไท่จงช่วยด้วยการให้พระองค์ชวนงุ่ยเต็งเล่นหมากรุก และมอบสุราเพื่อถ่วงให้เลยเวลาที่กำหนดลงมือฆ่า แต่งุ่ยเต็งมี ๓ วิญญาณ จึงแยกร่างออกมาฟันเศียรพญานาคขาดตกลงในพระราชอุทยาน ปีศาจพญานาคเข้าใจผิดคิดว่าพระเจ้าถังไท่จงไม่ช่วยตนตามสัญญา จึงตามหลอกหลอนรังควานตลอดเวลา งุ่ยเต็งจึงกราบทูลให้ทรงโปรดให้จิตรกรรมวาดภาพตัวเขาเองแต่งตัวแบบนักรบ ติดบานพระทวารไว้ตั้งแต่บัดนั้น ก็คงเหมือนความเชื่อของไทย ที่วาดภาพท้าวเวสสุวรรณติดไว้เหนือประตูบ้าน หรือเปลเด็กกันไม่ให้ภูตผีปีศาจเข้ามารบกวนเด็กหรือคนในบ้าน เนื่องจากเข้าใจว่า เมื่อท้าวเวสสุวรรณเป็นเจ้าแห่งผีของไทย ลูกน้องผ่านมาเห็นเจ้านายจังก้าหน้าประตูบ้าน เป็นใครก็ต้องหนีหน้ารู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหางกันทั้งนั้น


ตอบ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

เรื่องของเซี่ยวกางนี้ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ถ้าเป็นประตูแกะสลักจะปรากฎอยู่ด้านหน้าประตูเสมอ ส่วนภาพวาดนั้นปรากฎทั้งด้านหน้าและด้านหลังของประตู

เครื่องหมายในลักษณะป้องกันเหตุเภทภัยต่างๆ ของไทย นอกจากรูปท้าวเวสสุวรรณแล้ว ยังมีเครื่องหมายตราขุนพลอีกอย่างที่เชื่อว่าสามารถคุ้มครองคนในบ้านได้ ตราขุนพลเป็นรูปกากบาทเขียนที่ก้นหม้อดิน หรือหม้อตาล (เป็นหม้อดินเผา สำหรับใส่น้ำตาลโตนด หรือน้ำตาลมะพร้าว) ด้วยปูนแดง แล้วเขียนเป็นวงกลมเล็กๆ อีก ๒ วง สมมุติว่าเป็นตาสองข้าง บางทีเติมวงกลมเล็กอีกวงข้างล่าง สมมุติว่าเป็นปาก แล้วนำหม้อที่มีตราขุนพลไปสวมบนปลายไม้ปักไว้หน้าบ้าน หรือเชิงบันไดขึ้นเรือนหันก้นหม้อออกด้านนอก ให้เห็นตราขุนพลชัดๆ ใช้สำหรับกันผีห่า (อหิวาตกโรค) โดยเฉพาะ เชื่อว่าเมื่อผีห่าผ่านมาเห็นเข้า จะไม่กล้าล่วงล้ำเข้าบ้าน เพราะคิดว่าเป็นบ้านที่มีขุนพลนายผีนายยักษ์คุ้มครอง แหม...ทำไมเมื้อนเหมือนสังคมคนไทยจังเลยตรงที่สัญลักษณ์ เครื่องหมาย และเครื่องประดับบางอย่างสามารถบอกให้รู้ว่าสถานที่นั้นมีผู้คุ้มครองเหมือนกัน โธ่! อย่าคิดมากซิคะ อย่างตามร้านทองไง ถึงเจ้าของไม่อยู่ วางแค่หมวกไว้หน้าร้านขี้คร้านมิจฉาชีพต้องรีบหลบ จริงมั้ยคะ?

เล่าถึงผู้พิทักษ์ทั้งของจีน และไทยไปแล้ว คราวนี้เป็นของอินเดียกับเพื่อนบ้านใกล้เคียงกันบ้าง เขาเรียกกันว่า “เกียรติมุข” ค่ะ แปลตามศัพท์หมายความว่า ดวงหน้าอันมีชื่อเสียง บางทีเรียกว่า กาลา หรือ วนัปติ ด้วย เป็นรูปหน้ายักษ์ปนสิงห์ ตากลมถลน ปากกว้างไม่มีร่างกาย ไม่มีแขนขา รูปเกียรติมุขระยะแรกไม่มีขากรรไกรล่างเหมือนปัจจุบัน บางทีมีหน้าคล้ายครุฑ ปากยื่นเหมือนนก มีปีก ๒ ข้าง บางรูปคาบพวงไข่มุก บางครั้งมีรูปมังกร หรือเทวดาหน้าตาแสยะขนาบสองข้างด้วย

คนอินเดียถือว่าเกียรติมุข เป็นภาคหนึ่งที่ดุร้ายของพระศิวะ เกียรติมุขจะคอยคุ้มครองคนที่นับถือพระศิวะเท่านั้น จึงมักทำไว้เหนือประตูวิหารพระศิวะ เหนือบัลลังค์รูปพระศิวะอยู่ที่มวยผมหรือยอดประภามณฑลพระศิวะ สุดแต่จะเห็นสมควรและเหมาะสม

บางแห่ง นับเนื่องให้เกียรติมุขเป็นวนัปติ (เจ้าป่า) ด้วย เนื่องจากสมัยก่อน ป่าเป็นที่มาของโรคภัยไข้เจ็บ และภยันตรายจากสัตว์ร้ายนานาชนิด หมู่บ้านใดมีรูปเกียรติมุข ก็จะได้รับการคุ้มครองให้อยู่เย็นเป็นสุขตลอดไป

โบราณวัตถุของชวาที่ขุดพบในพุทธศตวรรษที่ ๑๘ จะมีรูปหัวกะโหลกอยู่บนหน้าผากของเกียรติมุขด้วย ต่อมาแปลงเป็นรูปราหูก็มี รูปเกียรติมุขพบได้ทั่วไป ตั้งแต่ อินเดีย หมู่เกาะอินโดนีเซีย แหลมมาลายู คาบสมุทรอินโดจีน รวมไปถึงไทยด้วย ส่วนใหญ่จะใช้ประดับที่หน้าจั่วบ้าน ซุ้มประตู ปราสาท ธรณีประตู และซุ้มปรางค์ ทำนองเดียวกับชาวจีนที่นิยมเอารูปสิงโตคาบกั้นหยั่นกับยันต์แปดเหลี่ยม (โป๊ยข่วย) แขวนไว้ตรงปากทางที่เล็งประตูบ้าน

ในประเทศไทยพบเกียรติมุขตั้งแต่ภาคใต้ขึ้นมาจนถึงเชียงราย แสดงว่าเป็นผู้พิทักษ์ระดับนานาชาติทีเดียว พบเห็นได้ตรงประตูสูงๆ ทับหลังของประตูตามซุ้มปรางค์ หรือเจดีย์ ไม่เว้นแม้แต่บนฐานพระพุทธรูป สันนิษฐานว่าความเชื่อเรื่องเกียรติมุขคงแผ่เข้าไทยในยุคทวารวดี และศรีวิชัย

เขียนมายาวยืดก็เพื่อสรุปรวบยอดว่า เกียรติมุขเป็นยันต์ เป็นเทพเจ้ารักษาธรณีประตู เป็นเครื่องป้องกันบ้านเรือน และขับไล่เสนียดจัญไรได้ด้วย


ตอบ
แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com