
คืนนั้นชาวคณะผู้แสวงบุญอันมีพระสงฆ์และโยม ได้เข้าพักที่โรงแรม ‘นูวาราวี’ พร้อมรับประทานอาหารค่ำที่นั่น ความจริง คุณแดงหัวหน้าทัวร์ของเราตั้งใจพาชาวเราทั้งหลายเข้านมัสการต้นพระศรีมหาโพธิ์กันในเย็นวันนั้น...แต่ได้รับการปฏิเสธจากทางวัด ด้วยระยะหลังศรีลังกาเข้มงวดกับผู้ศรัทธาจากต่างแดนอย่างพวกเรามากขึ้น...ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนก็อนุญาตมาโดยตลอด
บางท่านอาจอยากรู้สาเหตุว่าทำไม?
เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังครับ...
เช้าวันนี้ ทุกคนตื่นขึ้นด้วยความรู้สึกแจ่มใสเป็นพิเศษ หลังอาหารเช้าในโรงแรมชาวคณะผู้แสวงบุญซึ่งล้วนแต่อยู่ในชุดขาว กระวีกระวาดขึ้นรถมุ่งหน้าสู่วัดพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งอยู่ในเมืองเก่าแก่ที่สุดซึ่งเรียกว่า ‘เมืองอนุราชปุระ’ ปัจจุบันยังมีซากปราสาทราชวัง วัดวาอาราม อ่างเก็บน้ำ เจดีย์วิหารอยู่ในเนื้อที่กว้างใหญ่
อนุราชปุระเป็นเมืองหลวงของลังกามานาน มีกษัตริย์ปกครองมากว่าร้อยองค์ เมืองนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานมากว่า ๒,๔๐๐ ปีทีเดียว
สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของอนุราชปุระก็คือ เป็นเมืองที่มีทะเลสาบ มีบึงน้ำใหญ่ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินในสมัยโบราณขุดขึ้นทั้งสิ้น ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะว่าเมืองหรือนครอนุราชปุระมีภูมิประเทศตั้งอยู่บนที่ดอนไม่มีน้ำ จึงต้องขุดพื้นที่ล่มบางตอนทำเป็นทะเลสาบกักน้ำไว้ใช้ หากยังได้ประโยชน์อีกอย่างก็คือได้บรรยากาศสวยน่ามานั่งเล่นมาเที่ยวชมมาก
อ่างหรือบึง หรือทะเลสาบเก็บน้ำที่มีชื่อของอนุราชปุระคือ ติสสะเวว่า กับ นูวระเวว่า คำว่า ‘เวว่า’ น่าจะมาจากคำว่า ‘วาปี’ ที่เป็นภาษาบาลีที่แปลว่าบึง เช่น ‘ติสสวาปี’ ก็คือบึงที่ชื่อว่า ‘ติสสะ’ นั่นเอง
เราใช้เวลาจากโรงแรมถึงวัดพระศรีมหาโพธิ์ เพียงไม่กี่นาที และมีโอกาสเข้ากราบนมัสการท่านเจ้าอาวาสถวายผ้าป่าไปหนึ่งกอง ซึ่งท่านก็ได้มอบใบศรีมหาโพธิ์กับชาวคณะไว้บูชากันทุกคน

วัดพระศรีมหาโพธิ์เป็นวัดศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในเมืองนี้ เพราะเป็นที่ประดิษฐานต้นพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งเป็นกิ่งแท้ ๆ จากต้นเดิมที่พระบรมศาสดาทรงใช้เป็นร่มเงาสำหรับประทับบำเพ็ญเพียร จนสามารถบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณได้ในกาลครั้งนั้น...
กิ่งตอนจากต้นพระศรีมหาโพธิ์กิ่งนี้ นางภิกษุณีชื่อ ‘สังฆมิตตา’ ผู้เป็นพระอรหันต์ ซึ่งเป็นพระราชธิดาของพระเจ้าอโศกมหาราชเป็นผู้นำมาจากอินเดียในพุทธศตวรรษที่ ๓ ราวปี พ.ศ. ๒๓๖ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นนี้เป็นต้นโพธิ์ที่ชาวลังกาภาคภูมิใจมาก เพราะเขาถือว่าเป็นพระพระศรีมหาโพธิ์ต้นจริงที่เหลืออยู่ ขณะที่ต้นดั้งเดิมในอินเดียถูกทำลายไปนานแล้ว ต้นปัจจุบันที่อินเดียเป็นหน่อต้นที่ ๔
ตามประวัติบันทึกไว้ว่า ต้นพระศรีมหาโพธิ์ของลังกานี้ พระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ ทรงให้ปลูกไว้ในสวนเมฆวัน อันเป็นวนอุทยานที่พระองค์ทรงถวายให้เป็นที่อยู่ของพระสงฆ์ซึ่งมีพระมหินทเถระเป็นประธานสมัยโน้น
และต่อมาได้กลายเป็นวัดใหญ่ มีโบสถ์ วิหาร และสิ่งปลูกสร้างอันมั่นคงของพระสงฆ์ ‘คณะมหาวิหาร’ อันเป็นคณะสงฆ์ที่มีอิทธิพลที่สุดเคร่งครัดที่สุดในสมัยโบราณ ซึ่งพระสงฆ์คณะนี้เองได้นำพระพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์ เข้ามาสู่ประเทศไทยหลายสมัย

วัดพระศรีมหาโพธิ์ กำแพงดังกล่าวทำเป็นรูปวิหารขึ้นเรียกว่า ‘เรือนต้นโพธิ์’ เป็นกำแพงรูปสี่เหลี่ยม ชั้นที่ ๓ เป็นกำแพงชั้นในสุด เป็นกำแพงกั้นแบบยกพื้นสูง เอาไว้ประดิษฐานต้นพระศรีมหาโพธิ์ และต้นพระศรีมหาโพธิ์อยู่สูงกว่าพื้นดินธรรมดาประมาณ ๒ วาเศษ...
โดยปกติคนทั่วไปเขาจะไม่ให้เข้าไปชั้นในสุดไม่ว่าใคร แม้แต่ชาวลังกาเองก็ตามจะต้องบูชาอยู่ระหว่างกำแพงชั้นที่ ๒ แต่ในอดีตผู้แสวงบุญชาวไทยมักได้รับอนุญาตจากทางวัดให้เข้าไปนมัสการต้นพระศรีมหาโพธิ์ชั้นในสุดเสมอ ๆ... หากเพราะเหตุว่ามีพระภิกษุจากชาวบ้านเรารูปหนึ่ง เมื่อได้เข้าไปสัมผัสใกล้ชิดต้นพระศรีมหาโพธิ์ ท่านได้หักกิ่งใบของต้นพระศรีมหาโพธิ์ เพื่อเอาไปสักการบูชาอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์
ตั้งแต่นั้นชาวเราทั้งหลายก็เลยอดเข้าไปชั้นในสุดที่มีลูกกรงกั้นอยู่อีก ๓ ชั้นนั้นโดยปริยาย...
แต่อย่างไรก็ตามด้วยเพราะคุณวิจิตร หรือคุณแดงหัวหน้าทัวร์ของเราพยายามขออนุญาตอยู่นาน
ทางเจ้าอาวาสจึงผ่อนปรนให้เข้าไปในกำแพงชั้นในสุดได้ แต่มีข้อแม้ว่าสามารถเข้าไปได้เพียง ๓ คน เท่านั้น... ที่เหลือต้องอยู่ตรงลานระหว่างกำแพงรูปวิหารกับกำแพงชั้นในซึ่งก็สามารถมองเห็นต้นพระศรีมหาโพธิ์ช่วงกิ่งก้านได้เช่นกัน...
จากชาวคณะร่วม ๓๐ ชีวิต...แต่มีโอกาสเข้าไปนมัสการอย่างใกล้ชิดเพียง ๓ คน ก็ต้องคัดเลือกกันอย่างใช้เหตุใช้ผลและการเสียสละต่อกัน...
พระสงฆ์ทุกรูปในคณะท่านประกาศสละสิทธิ์...เป็นส่วนแรก แต่ภายหลังได้รับอนุญาต
ผู้ชายทุกคนในคณะสละสิทธิ์...เป็นกลุ่มที่ ๒...
ท้ายสุด...ก็ได้คุณนายยุพยงค์ มารดาของผู้เขียนเป็นรายแรกด้วยเหตุผลที่ว่า...อาวุโสสูงสุด... รายที่สองคือคุณพนิดา บรรณาธิการใหญ่ของขวัญเรือน เพราะทุกคนตอนนั้นรู้ว่ากลับจากศรีลังกาครั้งนี้ คุณน้อยของเราจะออกนิตยสารฉบับใหม่ชื่อศรีสยาม... เผื่อเธอจะอธิษฐานขอพรเอาไว้บ้าง (ตรงนี้เราคิดเองครับ)
คนสุดท้ายคือ อาจารย์พิมพ์พรรณ ธีรวรรณ อดีตท่านผู้อำนวยการโรงเรียนพญาลิไท จังหวัดสุโขทัย ซึ่งถือว่าอาวุโสรองลงมาจากมารดาของผู้เขียน...
...ครับ คือ ๓ ท่านที่ได้รับเกียรตินี้ไปล้วนเป็นสุภาพสตรีทั้งสิ้น...ขณะที่ทั้ง ๓ ท่านก้าวขึ้นบันไดผ่านกำแพงเข้าไปชั้นในสุดที่มีลูกกรงสีทองล้อมรอบต้นพระศรีมหาโพธิ์ เราทั้งหลายที่เหลือก็พากันพร้อมใจสวดมนต์ถวายพรพระตามด้วยพระคาถาชินบัญชรกันตรงนั้น...
แม้จะไม่ได้ขึ้นไปนมัสการที่ชั้นในสุด...แต่พวกเราก็อิ่มเอมกับปีติ และโมทนาในบุญวาสนาของท่านทั้งหลายเหล่านั้น
...สาธุ...สาธุ...สาธุ!

พูดถึงต้นพระศรีมหาโพธิ์แล้ว ชาวพุทธทั้งหลายในศรีลังกาต่างให้ความเคารพนับถืออย่างมาก วัดใหญ่ ๆ ของเราจะมีต้นโพธิ์ปลูกทุกแห่ง ในตำรากล่าวไว้ว่าต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นเดิม คือต้นที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้นั้น
...เป็นต้นไม้ที่เป็นสหชาติกับพระองค์
คือ...เกิดหรืออุบัติขึ้นในโลกวันเดียวกับที่พระพุทธเจ้าประสูติจากพระครรภ์พระมารดา
ในหนังสือปฐมสมโพธิกถา ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส กล่าวว่า สหชาติของพระพุทธเจ้ามี ๗ สิ่งคือ
๑. พระนางพิมพา ๒. พระอานนทเถระ ๓. กาฬุยีอำมาตย์ ๔. นายฉันนะอำมาตย์ ๕. ม้ากัณฐกะ ๖. ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ๗. ขุมทรัพย์ทั้ง ๔
พูดถึงต้นโพธิ์ของเมืองเราส่วนใหญ่ที่ปลูกขึ้นตามวัดตามวาในอดีตถึงปัจจุบันนั้น หมายถึงหน่อจากต้นพระศรีมหาโพธิ์ของลังกาในเขตวัดพระศรีมหาโพธิ์นี่เอง ดังนั้นโพธิ์ของเราที่เห็นมักจะเป็น ‘โพธิ์ลังกา’ เสียส่วนใหญ่
ซึ่งถือเป็นหน่อที่สืบทอดมาจากต้นเก่าต้นเดิมแท้จริง ๆ ครับ
สิ่งที่พลาดไม่ได้หลังจากนมัสการต้นพระศรีมหาโพธิ์แล้วก็คือการไปชมโลหะปราสาทที่ในโลกนี้มีอยู่แค่ ๓ แห่ง คือ
๑.โลหะปราสาทที่นางวิสาขาสร้างในวัดบุพพาราม ที่เมืองสาวัตถีประเทศอินเดีย เป็นโลหะปราสาท ๑,๐๐๐ ห้อง สองชั้น
๒.โลหะปราสาทที่วัดราชนัดดารามที่กรุงเทพฯ ในประเทศไทยของเรา โลหะปราสาทนี้สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๓ เป็นโลหะปราสาทที่สมบูรณ์เหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในโลก
๓.โลหะปราสาทในลังกาที่เรากำลังจะไปชมอยู่ในขณะนี้
โลหะปราสาทที่เรากำลังไปชม ตั้งอยู่ในเขตติดกับวิหารต้นโพธิ์ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือห่างกันไม่มาก ซึ่งเมื่อแรกเห็นต้องยอมรับว่าค่อนข้างผิดหวังเพราะโลหะปราสาทของศรีลังกาในวันนี้เหลือแต่เสาหินตั้งเรียงรายอยู่เท่านั้น และไม่เหลือความงดงามอะไรให้ได้เห็นอีกเลย
ว่ากันว่าโลหะปราสาทหลังนี้ถูกสร้างขึ้นโดย พระเจ้าทุฏฐคามิณีอภัย ทรงสร้างเป็นพระอุโบสถ ๙ ชั้น มุงด้วยอิฐทองแดง ถวายสงฆ์ฝ่ายมหาวิหาร เป็นทั้งอุโบสถและที่พำนักของพระสงฆ์ด้วย
กล่าวกันว่าสถานที่แห่งนี้เป็นที่พระพุทธโฆษาจารย์มาแปลพระไตรปิฎกจากภาษาสิงหลเป็นภาษาบาลีเมื่อปี พ.ศ. ๙๕๖ ในแผ่นดินพระเจ้ามหานาม โลหะปราสาทแห่งนี้จึงนับได้ว่ามีความสำคัญมากแห่งหนึ่งในประวัติศาสตร์พุทธศาสนาของลังกา
เหตุที่โลหะปราสาทเหลือเพียงซากเสาหินอย่างที่เห็น ก็เพราะเมืองอนุราชปุระแห่งนี้ถูกปล่อยให้รกร้างว่างเปล่ามานานหลายร้อยปี จนกลายเป็นป่าทึบเป็นที่อยู่ของสัตว์ป่ามานาน ตอนค้นพบเสาหินเหล่านี้ล้วนล้มระเนระนาด ระเกะระกะอยู่เต็มบริเวณ ต่อมา เมื่อมีการบูรณะขึ้นใหม่ เสาหินเหล่านี้จึงถูกยกขึ้นตั้งดังสภาพที่เห็นในปัจจุบัน...
วันนั้น... จากต้นพระศรีมหาโพธิ์สู่โลหะปราสาท เรายังแวะเวียนไปตามสถานที่ต่าง ๆ อีกมากมาย อันมี ‘สุวรรณมาลิกเจดีย์’ เป็นเจดีย์ที่กล้ากล่าวว่าใหญ่ที่สุดในลังกาก็ว่าได้ มองเผิน ๆ คล้ายกับเจดีย์พระปฐมของเราเหมือนกัน จนบางคนเชื่อว่าพระปฐมเจดีย์ได้แบบมาจากสุวรรณมาลิกเจดีย์องค์นี้
สุวรรณมาลิกเจดีย์มีชื่ออีกมากมายหลายชื่อเช่น...รุวันเวลิสายเจดีย์ มหาสถูป เหมปาลี รัตนมาลี เป็นต้น พระเจดีย์องค์นี้อยู่ในสวนเมฆวันเดิม ห่างจากวัดพระศรีมหาโพธิ์ไปทางทิศเหนือประมาณ ๕๐๐ เมตร
กล่าวกันว่าสุวรรณมาลิกเจดีย์นี้ พระเจ้าทุฏฐคามิณีอภัย (พ.ศ. ๓๘๒-พ.ศ. ๔๐๖) ทรงสร้างขึ้นหลังจากทรงชนช้างชนะพระยาเอฬทมิฬ แต่สร้างไม่สำเร็จในสมัยของพระองค์ และมาเสร็จลงเมื่อสมัยพระเจ้าสัทธาติสสะ ผู้เป็นพระอนุชา
พระเจ้าทุฏฐคามิณีอภัย เป็นกษัตริย์องค์ที่ ๑๔ ของลังกา ซึ่งลังกาถือเป็นมหาราชองค์หนึ่งเช่นกัน เป็นกษัตริย์ที่ทะนุบำรุงสร้างถาวรวัตถุทางพุทธศาสนาเอาไว้มาก ประวัติศาสตร์ได้บันทึกเอาไว้อย่างพิสดารว่า...
เมื่อถึงเวลาที่พระองค์จะสวรรคต พระองค์ได้ไปบังเกิดในราชรถทิพย์ ฉลองพระองค์ด้วยอาภรณ์ทิพย์ อันมาจากสวรรค์ชั้นดุสิต ทรงทำปทักขิณมหาสถูปนี้ ๓ รอบ แล้วเสด็จยังสวรรค์ชั้นดุสิต...
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com