
ไปนมัสการสังเวชนียสถานที่อินเดีย (2)
ผู้เขียนนำคณะศรัทธากับครูบาอาจารย์ขึ้นเครื่องช่วงบ่าย ๆ มุ่งตรงไปยังสนามบินพุทธคยา ในวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๔๖ ซึ่งอีกคณะที่มีแต่ญาติโยมล้วน ๆ คุณทมยันตีหรือป้าอี๊ดได้เดินทางไปล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ โดยมีที่หมายคือสนามบินเมืองกัลกัตตา
เหตุคือตั๋วเครื่องบินจำนวนเกือบห้าสิบที่นั่งไม่สามารถหาได้ในเที่ยวบินเดียว อีกประการคือถ้าลงที่กัลกัตตา คืนนั้นต้องนั่งรถไฟเข้าพุทธคยาทันที และกว่าจะถึงก็เช้ามืด เราจึงตัดสินใจนำขบวนพ่อแม่ครูบาอาจารย์ไปลงที่พุทธคยาเลยทีเดียวเพื่อถนอมแรงท่านที่มีอายุกาลพรรษามากเอาไว้ ในวันเวลาสิบวันของการแสวงบุญที่มีระยะทางไกลและทุรกันดารพอสมควร
พูดถึงสนามบินพุทธคยา ถือเป็นสนามบินน้องใหม่ของอินเดียที่เพิ่งเปิดทำการชนิดที่เรียกว่าหมาด ๆ ฉะนั้นแม้แต่ตัวภูเตศวรที่เดินทางมาไหว้พระที่อินเดียหลายครั้งแล้วก็เพิ่งจะได้ใช้บริการเป็นครั้งแรกเหมือนกัน
อินเดียวันนี้ก็ยังเป็นที่สุดของที่สุดดังเคย เที่ยวบินเดียวของเราที่มีผู้โดยสารร้อยกว่าชีวิตกว่าจะผ่านขั้นตอนตรวจคนเข้าเมืองต้องใช้เวลากว่าสองชั่วโมง นี่คือที่สุดแห่งความล่าช้า หากยังน้อยกว่าห้องแคบ ๆ ที่ต้องยืนยัดเยียดเบียดเสียดกันจนเหงื่อไหลไคลย้อย ที่น่าเห็นใจอย่างยิ่งก็คือหลวงปู่หลวงพ่อของเราที่ต้องยืนแกร่วกันเป็นชั่วโมง ๆ
ถึงสนามบินพุทธคยาประมาณสิบหกนาฬิกาเศษ ๆ กว่าจะออกมาขึ้นรถบัสได้ก็พอดีกับท้องฟ้ามืด พร้อมข่าวร้ายประการแรก
‘กระเป๋าเสื้อผ้าของญาติธรรมหายไปหนึ่งใบ!’ ต้องเสียเวลาตรวจเช็กอีกครึ่งชั่วโมง สรุปคือไม่มีคำตอบ...นั่นหมายถึงคุณลุงบุญถึง ที่อุตส่าห์ดั้นด้นมาจากออสเตรเลียมาร่วมแสวงบุญกับเราคงต้องหาเสื้อผ้าเมืองแขกใช้แก้ขัดไปพลาง ๆ ก่อน
คืนนั้นคณะของคุณป้าทมยันตีกับคณะเรามาสมทบกันที่พุทธคยา รวมเป็นคณะเดียว ฉะนั้นอาหารเย็นที่วัดไทยพุทธคยาจึงเจี๊ยวจ๊าววุ่นวายกันด้วยเสียงทักทายกันเพราะความคุ้นเคยของหลาย ๆ คนที่จำต้องแยกเที่ยวบินด้วยความจำเป็น
หลังอาหารค่ำต่างแยกย้ายกันเข้าห้องพัก ด้วยพรุ่งนี้เราทั้งหมดต้องเดินทางเข้า ‘นาลันทา’ เพื่อขึ้นเขาคิชฌกูฏไปเยี่ยมชมถ้ำพระโมคคัลลาน์ ถ้ำของพระสารีบุตร กับพระคันธกุฎีของพระบรมศาสดา
คืนนั้น...ใครคนไหนเป็นอย่างไรก็ไม่ทราบได้ สำหรับผู้เขียนไม่อาจข่มตาหลับ เพราะ ‘ยุงแขก’ ตัวใหญ่กว่าบ้านเราคอยรุมสกรัมซะตัวแดงเถือก ยังดีที่ก่อนเดินทางได้บอกกับคุณตุ๊กที่เป็นลูกศิษย์ให้หาซื้อมุ้งติดไปด้วยสักเก้าหลังไว้ถวายครูบาอาจารย์...
บรรดาหลวงปู่หลวงพ่อครูบาอาจารย์ก็เลยไม่ต้องทนทุกข์เวทนาเพราะยุงอินเดียไป
เช้าวันที่สอง...คุณน้อยหน่าหัวหน้าทัวร์เดินเคาะประตูปลุกตั้งแต่ตีสี่ ญาติโยมได้ข้าวต้มกับกาแฟรองท้อง ส่วนคณะสงฆ์ก็กาแฟกับน้ำปานะ ก่อนเดินทางมุ่งหน้าสู่นาลันทาตามกำหนดการ การเดินทางแสวงบุญเที่ยวนี้เรามีท่านมหาบรรพต นักศึกษาปริญญาเอกแห่งมหาวิทยาลัยพาราณสีให้เกียรติเป็นวิทยากรถวายความรู้แก่ครูบาอาจารย์กับญาติโยม
และเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสำหรับนักแสวงบุญ คือต้องสวดมนต์ทำวัตรกัน ท่านมหาบรรพตจึงเป็นต้นเสียงนำสวดมนต์กันบนรถตั้งแต่ฟ้ายังมืดแถมมีหมอกปกคลุมบนเส้นทางสู่นาลันทา
นั่นคือเสียงสวดมนต์บทแรกของคณะสงฆ์ไทยพร้อมญาติโยมผู้แสวงบุญที่กังวานขึ้นบนแผ่นดินพุทธภูมิ
เก้านาฬิกาเราถึงเชิงเขาคิชฌกูฏพร้อมกับทยอยกันฝ่าความลาดชันของทางเดินที่มีหล่าขอทานวรรณะชั้นต่ำของอินเดียนั่งเรียงรายอยู่สองฟากฝั่งขึ้นไป หลายคนต้องหยุดพักเป็นระยะ ๆ หากน่ามหัศจรรย์ใจที่สุดก็คงจะเป็นหลวงปู่พรหม วัดป่าหนองแซงที่มีอายุมากที่สุดประมาณเจ็ดสิบแปดปีกลับเดินนำโด่งไปข้างหน้าเหมือนคนหนุ่ม ๆ เลยเชียว
หลวงปู่เสน ปัญญาธโร ที่ถือเป็นหัวหน้าคณะสงฆ์นำพาสวดมนต์ภาวนาในทุกถ้ำของพระอรหันตเจ้า จนกระทั่งสิ้นสุดบนพระคันธกุฎีอันเป็นจุดสูงสุดของเขาคิชฌกูฏ
ผู้เขียนยืนมองทิวทัศน์รอบข้าง นึกถึงความรู้ที่มี...โดยรอบเขาคือกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ ที่รุ่งเรืองในอดีต เมืองที่พระเจ้าพิมพิสารทรงปกครอง เมืองที่มีเบญจคีรี ภูเขาทั้งห้าลูกโอบล้อมเป็นปราการยากต่ออริราชจะมาย่ำยี หากบัดนี้ไม่เหลือสิ่งใดที่เป็นความยิ่งใหญ่ไว้ให้เห็นอีก...
นั่นคือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา!
เป็นกฎไตรลักษณ์ที่เที่ยงแท้ ดังพุทธดำรัสอย่างมิต้องสงสัย
พูดถึงเขาคิชฌกูฏ เดิมเรียกว่า ‘เขาหัวแร้ง’ เป็นที่ประหารนักโทษของ กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ ทำให้ภูเตศวรนึกอมยิ้มกับคำถามของใครบางคนในคณะ
“ทำไมพระพุทธเจ้าจึงเสด็จมาพักบนเขาสูงอย่างนี้ แค่ออกโปรดสัตว์ก็เหนื่อยแย่แล้ว?”
ที่อมยิ้มเพราะเชื่อว่า...นั่นคือน้ำพระทัยของพระบรมศาสดา...ที่ทรงมีพระเมตตากรุณาต่อสัตว์โลก โดยเฉพาะนักโทษประหารเหล่านั้น เชื่อว่าพระเจ้าพิมพิสารที่เคารพนับถือพระตถาคตเจ้าอย่างมากมีหรือจะกล้านำนักโทษขึ้นมาประหาร ณ ที่ตรงนั้นที่พระพุทธองค์ทรงประทับอีก จริงไหมครับ
สอง...การปฏิบัติธรรมของผู้ละวางโลกควรใช้ที่สัปปายะอันสงบสงัดปราศจากการรบกวนของมนุษย์ ซึ่งแม้แต่ในปัจจุบัน เขาคิชฌกูฏก็ยังเป็นที่สงัดสงบเหมาะต่อการบำเพ็ญธรรมอย่างยิ่ง ฉะนั้นในสมัยพุทธกาลก็คงไม่ต้องพูดถึงว่าเขาคิชฌกูฏจะเหมาะสมแค่ไหนสำหรับการปฏิบัติภาวนา อย่างน้อยพระสารีบุตรอัครสาวกธรรมเสนาบดีของพระพุทธองค์ก็สามารถสำเร็จอรหันต์ในถ้ำบนเขาลูกนี้
ทั้งครูบาอาจารย์กับญาติโยมต้องลงจากเขาทั้ง ๆ ที่หลายท่านยังอยากใช้เวลาบนเขาคิชฌกูฏอย่างไม่รู้จักเบื่อ แต่เวลาฉันภัตตาหารของหลวงปู่หลวงพ่อต้องตรงตามกำหนด เพราะถ้าเลยเวลาท่านจะต้องอดอาหารแน่ ด้วยหลวงปู่เสนท่านเป็นพระที่เคร่งครัดในวินัยอย่างยิ่ง
ขากลับลงมาหลวงปู่พรหมกล่าวกับผู้เขียนเบา ๆ ... “คุ้มค่าจริง ๆ แค่ได้มาถึงตรงนี้ก็ไม่เสียดายอะไรแล้ว”
ทั้งหมดที่ทำมา...เพียงประโยคนี้ของครูบาอาจารย์ โดยเฉพาะหลวงปู่พรหม ซึ่งในอดีตที่เป็นฆราวาสท่านเคยเป็นโยมอุปัฏฐากใกล้ชิดของหลวงปู่บัว สิริปุณโณ ที่สำเร็จมรรคผลสู่พระนิพพานไปเมื่อปี ๒๕๑๘ แล้วนั้น คือความภาคภูมิใจของผู้เขียนอย่างยิ่ง และเป็นอานิสงส์สุดยอดที่ท่านผู้อ่านขวัญเรือนได้ร่วมกันบริจาคปัจจัยช่วยค่าเดินทางของครูบาอาจารย์มาในครั้งนี้
ขอผลานิสงส์แห่งบุญจงย้อนกลับไปสู่ชีวิตท่านทั้งหลาย ให้สุข...ให้พบธรรมเห็นธรรมอย่างที่ครูบาอาจารย์พบเถิดครับ
เรื่องราวไปนมัสการสังเวชนียสถานที่พระบรมศาสดาทรงแสดงไว้ยังไม่จบนะครับ ทว่าเนื้อกระดาษที่มีให้หมดแล้ว ฉบับหน้าจะมาเล่าให้ท่านทั้งหลายอ่านต่อ อย่าเพิ่งเบื่อก่อนก็แล้วกัน เพราะภูเตศวรอยากบอกอยากเล่าครับ...
ว่าไปเยือนอินเดียครั้งนี้กับครูบาอาจารย์ทั้งเก้าองค์นั้น...มันมีค่าควรจดจำเยี่ยงไร
โอกาสอย่างนี้ตายแล้วเกิดใหม่จะมีมาอีกหรือไม่ ใครจะรับรองได้ จริงไหมครับ?
ด้วยรัก
ภูเตศวร
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com