
ไปนมัสการสังเวชนียสถานที่อินเดีย (3)
ตามกำหนดการเดิม หลังจากเยี่ยมชมพระคันธกุฎีบนเขาคิชฌกูฎ เราจะเดินทางไปเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยนาลันทา ซึ่งครั้งหนึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ยิ่งใหญ่ โดยสร้างขึ้นในแผ่นดินบนบ้านเกิดของพระสารีบุตรอัครสาวกเบื้องขวาของพระผู้มีพระภาคเจ้า
หากเพราะทุกคนอิ่มเอิบกับการสวดมนต์ภาวนาบนยอดเขาคิชฌกูฏยาวนานกว่าปกติ จนเกรงจะล่วงเลยเวลาฉันภัตตาหารของหลวงปู่หลวงพ่อไป หัวหน้าทัวร์จึงปรึกษากับภูเตศวรและเห็นควรตัดรายการนี้ออกเพื่อให้ทันเวลา
จากเขาคิชฌกูฏมุ่งหน้าสู่วัดไทยนาลันทา ต้องผ่านที่คุมขังหรือคุกที่พระเจ้าอชาตศัตรูใช้ขังพระเจ้าพิมพิสารพร้อมกับปิตุฆาตพระราชบิดาของพระองค์เอง
คุกดังกล่าวปัจจุบันเหลือเพียงฐานอิฐ มองดูเป็นช่องสี่เหลี่ยมเตี้ย ๆ จึงไม่สามารถจินตนาการอะไรได้ หากเมื่อยืนตรงจุดนั้นสามารถมองเห็นเขาคิชฌกูฏที่อยู่ไกลตาออกไปชัดเจนพอสมควร ซึ่งขานรับกับความที่ว่า
‘แม้พระเจ้าพิมพิสารจะถูกทัณฑ์ทรมานปานใดก็ตาม หากเพราะทรงเห็นชายจีวรแห่งพระบรมศาสดาในยามที่ทรงออกโปรดสัตว์ในทุกวัน ทำให้พระเจ้าพิมพิสารทรงมีความเข้มแข็งขึ้นในพระทัยจนผ่านเวลามาได้อย่างยาวนาน’
พูดถึงพระเจ้าอชาตศัตรูผู้ทำปิตุฆาตในสมัยพุทธกาล ก็ต้องขอเล่าอย่างย่อ ๆ ให้ฟังบ้าง เมื่อมเหสีแห่งพระเจ้าพิมพิสารทรงพระครรภ์ ก็มีอาการแพ้ท้องเหมือนสตรีหลาย ๆ คนในโลก ทว่าการแพ้ของพระนางนั้นแปลกตรงที่มีพระประสงค์จะเสวยพระโลหิตของพระสวามี ด้วยประการนี้ปุโรหิตาจารย์โหรหลวงทั้งหลายจึงถวายคำทำนายว่า
...พระโอรสนี้จะทำปิตุฆาต!
ด้วยประการดังกล่าว ทำให้พระนางหลบมาที่เชิงเขาคิชฌกูฏ เพื่อทำการรีดครรภ์ คือ ‘ทำแท้ง’ นั่นเอง ซึ่งความทราบถึงพระกรรณของพระเจ้าพิมพิสาร ด้วยทรงเป็นผู้มีธรรมครองพระทัย จึงเสด็จไปยับยั้ง มิหนำซ้ำยังใช้พระขรรค์แทงพระวรกายนำโลหิตนั้นให้พระมเหสีทรงเสวยแก้อาการแพ้พระครรภ์
ในที่สุดเมื่อพระราชโอรสทรงกำเนิด พระเจ้าพิมพิสารจึงตั้งพระนามว่า ‘อชาตศัตรู’ เพื่อเป็นการแก้เคล็ด หากท้ายที่สุดพระเจ้าอชาตศัตรูทรงหลงเชื่อพระเทวทัตที่มีความมักใหญ่ใฝ่สูงต้องการปกครองสงฆ์แทนพระพุทธเจ้าถึงขนาดลอบปลงพระชนม์พระบรมศาสดาหลายครา จนท้ายที่สุดถูกพระธรณีสูบหน้าวัดเชตวัน
เพราะคำล่อลวงของพระเทวทัตทำให้พระเจ้าอชาตศัตรูก่อการกบฏ จับเอาพระราชบิดาไปคุมขัง ทรมานด้วยการให้อดพระกระยาหาร หากพระเจ้าพิมพิสารใช้การปฏิบัติธรรมด้วยการเดินจงกรมบวกกับพระมเหสีใช้อุบายนำอาหารเข้าไปได้บ้างตามโอกาส ทำให้พระชนม์ชีพดำรงอยู่ได้ ในพระคัมภีร์เล่าว่า เมื่อเห็นเช่นนั้น พระเจ้าอชาตศัตรูถึงกับสั่งทหารใช้มีดโกนกรีดพระบาทของพระราชบิดาเพื่อไม่ให้พระองค์สามารถเดินจงกรมปฏิบัติธรรมได้อีก
กาลเวลาล่วงเลยจนวันหนึ่ง มเหสีแห่งพระเจ้าอชาตศัตรูทรงให้กำเนิดพระโอรส ทันทีที่ทราบถึงพระกรรณ ความรักลูกจึงบังเกิดในพระทัยของพระเจ้าอชาตศัตรู เหตุนี้ทำให้สำนึกได้ในความรักของพ่อคือพระเจ้าพิมพิสารที่มีต่อพระองค์ซึ่งเป็นลูกขึ้นมาบ้าง จึงทรงสั่งทหารเปิดคุกปล่อยพระราชบิดา... ทว่าสายเกินการณ์ ด้วยพระเจ้าพิมพิสารทรงเสด็จสวรรคตแล้วในวันนั้นเช่นกัน
แม้จากวันนั้น พระเจ้าอชาตศัตรูจะกลับตัวกลับใจประพฤติปฏิบัติพระองค์ตามคำสอนของพระบรมศาสดา ทะนุบำรุงศาสนาอย่างที่สุด หากกรรมหนักที่ทรงทำปิตุฆาต
ทำให้มิอาจเห็นมรรคผลนิพพาน ด้วยกรรมอันเป็น ‘อนันตริยกรรม’ เป็นเครื่องตัดรอนรุนแรง ดังคำสั่งสอนแห่งพระพุทธองค์ที่ทรงกำหนดไว้ สี่ประการ คือ หนึ่ง ทำร้ายพระพุทธเจ้าแม้เพียงห้อพระโลหิต... สอง ฆ่าบิดา-มารดา สาม ฆ่าพระอรหันต์ สี่ ทำสังฆเภททำให้สงฆ์แตกแยก
จากคุกพระเจ้าพิมพิสารไปยังวัดไทยนาลันทา ใช้เวลาประมาณยี่สิบนาที... เราร่วมรับประทานอาหารกลางวันที่นั่น หลังจากถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์แล้ว... บ่ายโมงตรงคือกำหนดเวลานัดหมายทอดผ้าป่า เพื่อสมทบปัจจัยบำรุงเสนาสนะตามเจตนาของชาวคณะผู้แสวงบุญทั้งหลาย
ยอดปัจจัยที่วัดไทยนาลันทาได้จากการทอดผ้าป่าทั้งหมดจำนวนสามหมื่นกว่าบาท ดูเหมือนยอดเงินน้อยไปหน่อยแต่เข้าใจว่าหลายท่านอยากขยักเอาไว้ทำที่วัดไทยลุมพินี เพราะที่นั่นกำลังสร้างวัดใหม่ ๆ และต้องการปัจจัยสมทบมากว่าทุกวัดไทยในอินเดีย
เสร็จทอดผ้าป่าที่วัดไทยนาลันทา เราแวะวัดเวฬุวันมหาวิหาร ซึ่งเป็นวัดแห่งแรกที่พระเจ้าพิมพิสารสร้างถวายสมเด็จพระบรมศาสดา และถือว่าวันนี้เราโชคดีสองชั้น
หนึ่งคือ วัดเวฬุวันเป็นสถานที่ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์เป็นครั้งแรกแก่พระสาวกจำนวนหนึ่งพันสองร้อยห้าสิบรูป
สอง...วันนี้เป็นวันพระใหญ่ และหลวงปู่เสนซึ่งเป็นประธานสงฆ์ ขอความเห็นชอบเรื่องการลงอุโบสถแสดงปาติโมกข์ ซึ่งหลวงปู่หลวงพ่อทั้งหลายยืนยันว่าจะขอลงอุโบสถสวดปาติโมกข์ที่วัดเวฬุวันนี้
ด้วยประการดังกล่าว คณะสงฆ์จึงร่วมกันลงอุโบสถกันที่เวฬุวันมหาวิหาร วัดที่พระบรมศาสดาทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์หรือวินัยสงฆ์จำนวนสองร้อยยี่สิบเจ็ดข้อครั้งแรก ซึ่งถือเป็นความน่าอัศจรรย์ประการหนึ่งในการมาแสวงบุญครั้งนี้
ครูบาอาจารย์ท่านใช้เวลาลงอุโบสถสวดปาติโมกข์ประมาณห้าสิบนาที ซึ่งก่อนลงมือสวด หลวงปู่เสน ปัญญาธโรได้บอกกับญาติโยมทั้งหลายเวลาพระสวดปาติโมกข์ ขอให้ทุกคนนั่งฟังกำหนดภาวนาไปด้วยจนกว่าจะเสร็จ
นั่นจึงเป็นหนึ่งโอกาสของญาติมิตรญาติธรรมที่ได้ตักตวงบุญกุศลบนแผ่นดินพุทธภูมิ
เพราะการนั่งภาวนากำหนดจิตฟังโอวาทปาติโมกข์บนแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ ในวัดเวฬุวันอันเป็นสถานที่แรกเริ่มที่พระบรมศาสดาใช้แสดงโอวาทนี้ ตายแล้วเกิดอีกกี่หนเล่าจึงจะมีได้อีกครั้ง จริงไหมครับ?
หลังจากสวดปาติโมกข์เสร็จและร่วมทำวัตรเย็นแล้ว คณะแสวงบุญจึงเคลื่อนพลกลับพุทธคยา หากยังปิดท้ายด้วยการแวะ ‘ตโปธาราม’ บ่อน้ำร้อนที่ครั้งหนึ่งทั้งพระทั้งโยมแถววัดเวฬุวันใช้สรงใช้อาบ หากบัดนี้เหล่าชาวฮินดูได้ยึดครองไปแล้ว ที่นั่นยังเหลือธรรมเนียมแห่งวรรณะให้เห็นอยู่อย่างเด่นชัดถึงวันนี้
เพราะสถานที่อาบน้ำทำเป็นชั้นลดหลั่นกันลงมา
วรรณะสูงกว่าอาบใช้ข้างบน เบื้องล่างต่ำกันไปตามวรรณะ
ฉะนั้นน้ำข้างบนจึงใสสะอาดกว่า ข้างล่างขุ่นสกปรกสำหรับพวกวรรณะศูทรกับจัณฑาล
เห็นแล้วนึกปลงสังเวชใจครับ
นั่นคือ...อินเดียที่หมกมุ่นกับความเชื่อจนบางครั้งขาดปัญญา
จาก ตโปธารามในยามเริ่มใกล้สนธยา มุ่งหน้าคืนสู่พุทธคยา... พรุ่งนี้เราจะไปเฝ้าพระพุทธองค์ ณ ควงต้นพระศรีมหาโพธิ์ สถานที่เป็นสังเวชนียสถานที่ทรงตรัสรู้ธรรมของพระตถาคตเจ้า ซึ่งแน่นอนท่านต้องรอฉบับหน้าครับ เพราะเนื้อที่ ‘แม้วหลด’...หมดแล้วครับท่าน!
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com