
ไปนมัสการสังเวชนียสถานที่อินเดีย (4)
ในฉบับที่ผ่านมาผู้เขียนลืมเล่าเรื่องวุ่น ๆ วาย ๆ ที่วัดไทยนาลันทาให้ท่านทั้งหลายฟัง เพราะเรื่องวุ่นวานนี้แหละที่ทำให้คณะแสวงบุญชุดนี้ได้ชื่อจากหลวงปู่เฉลียวว่า คณะหอมหวน หรือ คณะผึ้งแตกรัง
เรื่องของเรื่องคือหลังจากเยี่ยมชมเขาคิชฌกูฏเสร็จและรับประทานอาหารกลางวันที่วัดไทยนาลันทาเรียบร้อย ภารกิจสำคัญคือต้องทอดผ้าป่ากัน ซึ่งแน่นอนเราต้องใช้พระอุโบสถเป็นสถานที่ทอด แต่ที่วัดไทยนาลันทาแห่งนี้มีเรื่องน่าประหลาดอยู่อย่างคือ บริเวณชายคาของโบสถ์มีผึ้งมาทำรังอยู่บ่อย ๆ และปีนี้พวกมันมาจับจองเป็นรีสอร์ตพักอาศัยถึงยี่สิบสองรัง ย้ำอีกครั้งครับ ยี่สิบสองรังไม่ผิดเพี้ยนเลยครับท่าน
ตอนเดินทางถึงวัดเราเห็นผึ้งนอนเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้นรอบ ๆ อุโบสถอย่างน่าสงสัย มารู้ทีหลังว่ามีคนจุดไฟลนรังผึ้งมาเมื่อวันสองวันที่ผ่านมา แต่ไม่มีใครบอก ผลก็คือเวลาคณะศรัทธาหลั่งไหลขึ้นไปบนพระอุโบสถเตรียมจุดธูปเทียนทำพิธี ผึ้งมันคงนึกว่ามนุษย์จะจุดไฟลนอีกกระมัง...พวกมันจึงพรั่งพรูลงมาจากรังบนชายคา... ผลหรือครับ พวกเราทั้งหลายทั้งครูบาอาจารย์ก็กระเจิงออกจากโบสถ์แบบผึ้งแตกรังน่ะสิครับ...
พอพ้นภัย...กันถ้วนทั่ว เราตรวจสอบความเสียหาย ผลคือระดับลูกน้องปลอดภัย ระดับหัวหน้าโดนคนละหนุบละหนับ เรียกง่าย ๆ ผึ้งมันต่อยเฉพาะผู้อาวุโสกับระดับแถวหน้าเท่านั้น
คณะสงฆ์โดนตั้งแต่หลวงปู่เสนที่เป็นหัวหน้าคณะ...ตามลำดับ เว้นที่พระชาติชายกับพระอาจารย์สมควรที่อ่อนอาวุโสสุด แม้แต่ท่านพระครูฯ อย่างอาจารย์พิกุล ยังโดนไปหลายหนับ ที่เจ็บหนักเป็นหลวงปู่เสน เพราะวิ่งไปช่วยโยมเลยเตะก้อนหินจนนิ้วเท้าฉีก ข้างโยมก็ไล่มาตั้งแต่ทมยันตี...ภูเตศวร...คุณชูศรี วโรภาษ ระดับหัวหน้าทีมกับหัวหน้าศีลวดีโดนกันถ้วนทั่วเกือบทุกตัวคน
สรุปเลยได้ฉายา ‘คณะผึ้งแตกรัง’ อย่างสมภาคภูมิ...

เอ้า กลับมาที่พุทธคยากันเลยครับ เช้าวันนี้ได้นอนกันเต็มอิ่มเพราะไม่ต้องเดินทางไปไหน ด้วยโปรแกรมอยู่ในสังเวชนียสถานพุทธคยา สถานที่บรรลุธรรมแห่งองค์พระบรมศาสดา
หลังอาหารเช้าของโยมและน้ำปานะสำหรับพระสงฆ์ จุดแรกที่เราทุกคนต้องไปคือ...เจดีย์พุทธคยากับใต้ควงต้นพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งหลวงปู่เสนได้นำพาสวดมนต์ทำวัตรกัน ณ บริเวณลานเจดีย์พุทธคยาแห่งนั้น พร้อมกับนั่งภาวนากันนานพอสมควร
การนั่งภาวนาในบริเวณพระเจดีย์พุทธคยาช่วงกลางวัน จิตสงบได้ยาก เพราะมีคณะศรัทธามาจากทั่วทุกมุมโลก จึงไม่สัปปายะเท่าที่ควร ซึ่งประเด็นนี้ผู้เขียนซึมซับมาแล้วด้วยเคยมาหลายครั้งหลายครา งานนี้จึงขอให้หัวหน้าทัวร์อย่างคุณน้อยหน่าทำเรื่องขออนุญาตเจ้าหน้าที่สำหรับนำพาคณะสงฆ์ซึ่งเป็นพระสายวิปัสสนาธุระเข้าไปปฏิบัติธรรมในเวลากลางคืนตั้งแต่เวลาสามทุ่มเป็นต้นไป
หลังจากสวดมนต์และนั่งสมาธิกันเสร็จ เราต้องหวนคืนวัดไทยพุทธคยาที่ห่างจากต้นพระศรีมหาโพธิ์ประมาณแปดร้อยเมตรอีกครั้งด้วยถึงเวลาฉันภัตตาหารของครูบาอาจารย์ สำหรับญาติโยมก็เป็นอาหารกลางวัน ซึ่งมีหลายท่านได้ยกนิ้วให้ว่าอร่อยกว่าร้านอาหารบางร้านในเมืองไทยซะอีก บางรายถึงกับเอ่ยปาก
“ก่อนมาใคร ๆ ก็บอกว่าอินเดียลำบาก โดยเฉพาะเรื่องกับข้าว พอมาจริง ๆ ผิดคาดกลับไป เผลอต้องลดน้ำหนักซะอีก”
หลังอาหารกลางวัน พักผ่อนกันพอให้ข้าวเรียงเม็ด เสียงทัวร์ลีดเดอร์เรียกพลพรรคขึ้นรถดังโหวกเหวกขึ้น ด้วยเรายังมีบ้านนางสุชาดาผู้ถวายข้าวมธุปายาสแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ต้องไปเยี่ยมชมในตอนบ่าย
สมัยแรก ๆ ที่ภูเตศวรมาอินเดีย ทางที่จะข้ามแม่น้ำเนรัญชรายังไม่มีถนนตัดผ่านต้องเดินข้ามแม่น้ำที่มีแต่ทรายไปเป็นกิโลเมตร แต่วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป ด้วยอินเดียได้รับทุนจากญี่ปุ่นตัดถนนไปจนถึงบ้านนางสุชาดาเลยทีเดียว
ในอดีตบ้านนางสุชาดาเป็นเพียงเนินดินสูง มาวันนี้ได้มีการขุดสำรวจจนเห็นรากฐานสิ่งปลูกสร้างเป็นเจดีย์ที่พระเจ้าอโศกสร้างขึ้นชัดเจน หากแต่น่าเสียดายที่ทางอินเดียออกกฎห้ามถ่ายรูปก็เลยไม่มีรูปมาอวดท่านอย่างที่ควรเป็น งานนี้ก็เลยได้แต่ถ่ายรูปให้ครูบาอาจารย์เก็บไว้ดู แต่ต้องหันกล้องไปด้านอื่น
จากบ้านนางสุชาดาไปยังสถานที่ที่พระพุทธองค์ทรงใช้ถาดทองคำที่นางสุชาดาถวายพร้อมข้าวมธุปายาสลอยน้ำอธิษฐาน แม้จะได้สำเร็จธรรมอันสุดยอดขอให้ถาดลอยทวนน้ำนั้น เราใช้เวลาเดินเท้าเพียงสิบนาทีเท่านั้น
จากจุดที่พระพุทธเจ้าลอยถาด สามารถมองเห็นเจดีย์พุทธคยาอยู่ไม่ไกลเท่าใดนัก แสดงให้เห็นว่าเมื่อพระพุทธองค์ทรงเสี่ยงสัจอธิษฐานแล้ว และรับหญ้ากุสะจากนายโสตถิยะจำนวนแปดฟ่อน พระองค์คงเสด็จข้ามแม่น้ำเนรัญชราไปยังต้นพระศรีมหาโพธิ์ จากนั้นจึงใช้หญ้ากุสะปูลาดเป็นอาสนะก่อนเข้าประทับนั่งต่อสู้กับกิเลสมารจนสามารถบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณในราตรีนั้น
ในอดีตผู้เขียนเรียนรู้มากว่า ‘หญ้ากุสะหรือกุสสะ’ คือ ‘หญ้าคา’ แต่ครั้งนี้ได้ความรู้ใหม่จากพระวิทยากรผู้บรรยายความรู้ในครั้งนี้ว่า ความจริงหญ้ากุสะไม่ใช่หญ้าคา แต่เป็นหญ้าที่มีความหอมชนิดหนึ่ง เป็นหญ้าที่อ่อนนุ่มกว่าหญ้าทั่วไป ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณพระมหาบรรพต นักศึกษาปริญญาเอก มหาวิทยาลัยพาราณสี มา ณ ที่นี้ด้วยครับ
จากบ้านนางสุชาดา...มาสถานที่เสี่ยงสัจจธิษฐานลอยถาดของพระพุทธเจ้า บ่ายแก่ ๆ ทางหัวหน้าทัวร์พาไปเยี่ยมชมวัดนานาชาติ อาทิ วัดธิเบต วัดศรีลังกา วัดญี่ปุ่น ฯลฯ ซึ่งเป็นที่ตื่นตาตื่นใจกับทุกท่านโดยทั่วกัน โดยเฉพาะหลวงพ่อไดบุสซึองค์ใหญ่ที่สร้างจากหินทรายสีแดงของญี่ปุ่นนั้นยิ่งใหญ่และงดงามสะใจจริง ๆ
กลับถึงวัดไทยพุทธคยาก็เย็นย่ำ...ทุกคนเหนื่อยแต่สีหน้าแจ่มใสกับอาหารเย็นรสชาติไทย ๆ ยกเว้นพระสงฆ์ได้แค่น้ำปานะ หลังอาหารเย็นพร้อมกันบนพระอุโบสถที่จำลองมาจากวัดเบญจมาบพิตรเพื่อถวายผ้าป่าฯ
สรุปยอดทั้งหมดทั้งค่าธรณีสงฆ์ ค่าไทยทาน และผ้าป่า รวมทั้งสิ้นหกหมื่นกว่าบาท
หลังทอดผ้าป่าเสร็จ...ทางญาติโยมโดยมีทมยันตีเป็นผู้นำ ขอเข้าไปนั่งปฏิบัติธรรมใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต่อ ด้วยคืนนี้เป็นคืนสุดท้ายที่พุทธคยาและทุกคนที่ไม่ได้ขออนุญาตต้องออกจากบริเวณนั้นก่อนสามทุ่มตรง
ผู้เขียนนำคณะสงฆ์เข้าสู่บริเวณสังเวชนียสถาน ณ เจดีย์พุทธคยาในเวลาเกือบสามทุ่ม ขณะที่คณะญาติโยมนำโดยป้าอี๊ดทมยันตีกำลังจะล่าถอยออกมาพอดี คณะศรัทธาได้มีโอกาสกราบหลวงปู่และสนทนาธรรมกันเล็กน้อยจึงลากลับที่พักก่อนที่คณะสงฆ์ทั้งเก้ารูปจะสำรวจตรวจตราหาที่หามุมอันสงบเพื่อนั่งบำเพ็ญภาวนากันให้สมกับที่รอคอยมาหลายเวลา
ภูเตศวรเดินสำรวจความเรียบร้อยคอยปรนนิบัติครูบาอาจารย์ จนแน่ใจว่าทุกรูปทุกองค์มีเครื่องกางกั้นยุงอินเดียอันร้ายกาจเรียบร้อย จึงหามุมสงบให้ตัวเองบ้างเพื่อนั่งภาวนาหาทุนรอนสำหรับอนาคตข้างหน้า ซึ่งคืนนี้มีความอัศจรรย์บางอย่างปรากฏ ตามที่หลวงปู่เฉลียวท่านปรารภไว้
แต่...เฮ้อ...เนื้อที่หมดอีกแล้วครับท่าน ต้องตามอ่านในฉบับหน้าแล้วขอรับกระผม!
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com