
ตอนที่ ๔ เอ๊ะ..มันยังไง
ไอ้เป้คือเพื่อนหน้าใหม่ของผมปีนี้อีกคน ที่มีอะไรๆ น่าเอามาเล่าสู่กันฟังชนิดเปิดอกโดยไม่ต้องขยัก ไม่ต้องกลัวข้อหาหมิ่นประมาท เพราะเจ้าตัวออกปากกะผมไว้ว่า
" กูอ่านเรื่องที่มึงเขียนแล้ว มันชิบ! มึงคิดจะเขียนเรื่องกูมั่งมั้ย อนุญาตเต็มที่เลย ขอให้สะใจอย่างเดียวเพื่อน "
มันประเมินน้ำใจผมผิดถนัดถนี่ ความจริงผมก็ไม่ได้ดีเลิศประเสริฐศรีอย่างที่มันให้เครดิตหรอกครับ เท่าที่ผ่านมา ผมพร้อมที่จะเอาเพื่อนมาขายได้ทุกเมื่อ แล้วก็ไม่เคยคิดจะถามความเต็มใจ ไม่รอขอความยินยอมด้วยซ้ำ ผมอยากเขียนผมก็เขียน แล้วอะไรล่ะที่น่าสนใจ น่าเอามาขยาย ถ้าไม่ใช่ความหน้าแตกของเพื่อนคุณเองก็เหอะ แน่ใจนะว่าไม่ชอบอ่านความหน้าแตกของคนอื่น ?
นายเป้ เอี่ยมสำอาง คือชื่อจริง นามสกุลจริงในทะเบียนประวัติเดินทางมาจากจันทบุรีถิ่นพลอย เพื่อหาประสบการณ์ชีวิตในเมืองหลวงอย่างที่หลายๆ คนกระทำจนเป็นประเพณีสืบต่อกันมา ก็คงเหมือนๆ กับอำนวย ฝึกความทนเพื่อนรุ่นเดอะ อันเก่าแก่ของผมผู้มาจากเชียงรายคนนั้น
" บ้านกูยาวกว่าเพื่อน " คือคำตอบที่ไอ้เป้ให้เมื่อถูกถามว่า ภูมิใจอะไรในบ้านเกิดเมืองนอนของตนอีกบ้าง นอกเหนือไปจากชื่อเสียงด้านแร่รัตนชาติ กับผลไม้
" บ้านมึงยาวมากเหรอ กี่เมตรล่ะ " อำนวยคนบ้านไกลแสดงความสนใจ
" แล้วแต่จะออกเสียง อยู่ที่การกลั้นลมหายใจได้นานเท่าไหร่ ก็ยาวเท่านั้น "
“อะไรวะ?”
" ก็ฮิไง "
" วัท-อีส-สะ-มีน-นิ่ง-อ๊อฟ-ฮิ ? " ไอ้คุ่ยคันปาก
" บ้านกูเค้าชอบพูดลงท้ายประโยค หรือข้อความว่าฮิ เช่น กินมั้ยฮิ ไม่กินฮิ หมายฟามว่า กินมั้ยโว้ย ไม่กินว่ะ อะไรเงี้ย ทีนี้จันท์กะระยองอยู่ชิดติดกัน มีอะไรสารพัดที่ดีพอกันอีกด้วย ไม่ว่าวิวทิวทัศน์ อาหารการกิน เศรษฐกิจ อาชีพและชาวเมือง การที่จะตัดสินว่าใครจะแน่กว่าใครมันดูกันยาก คนเมืองจันท์จึงต้องค้นหาความเป็นที่สุดของที่สุดให้กับตัวเอง เก๊าะ.. มาเจอเอาสัจธรรมอันล้ำค่า จึงชนะระยองไปฉิวเฉียด ชนิดเส้นยาแดงผ่าแปดยกกำลังเท่ากับแรงโน้มถ่วง… "
" กูก็ได้ชื่อว่า เป็นปรัชญาเมธีแห่งคลองโอ่งอ่างแล้วนะ ยังสู้ไอ้เวรเป้ไม่ได้เลยพับผ่า แม่น้ำทั่วประเทศไทยมึงชักมาหมดรึยัง มึงเอาชนิดย่นย่อ แบบโรงแรมรอย่นดีกว่า กูรำคาญ " ไอ้คุ่ยดักคอ
" แวร์-อีส-เดอะ-โรงแรม-รอย่น ? ช่วยบอกเอาบุญที กูจะได้ไม่เฉียดกรายเข้าใกล้ ทำไมตั้งชื่ออุบาทว์หูงั้นเล่า "
" ชื่อจริงคือ รอยัลพลาซ่า อยู่โคราชบ้านไอ้กำจรมันแหละ แต่กูสมัครใจเรียก ’ รอย่น ’ ว่ะ คิดดูละกัน หกชั้นฝ่าๆ แม่งย่นเหลือชั้นครึ่งคนเต็มคน แงะออกมาเหลือคืบฝ่าๆ โว้ยเศร้า เอ้า.. ตกลงบ้านมึงชนะระยองคู่แข่งตรงไหน ? "
" กูบอกแล้วไง ก็ชนะตรงฮินะแหละ คนระยองเสียงห้วนกว่าคนจันท์ พออกเสียงระยองเลยฮิสั้น จันท์ฮิยาวกว่า เห็นแมะชนะกันแค่เส้นยาแดงผ่า… " ไอ้เป้มันเข้าใจเอามาเล่าเบิกเนตร แหกตาเพื่อน
" พอๆ กูล่ะซาบซึ้งจริงๆ ไอ้หอกเป้ ให้ตาย! มีน้องมีนุ่งเป็นผู้หญิง กูจะไม่ให้เดินทางผ่านเข้าบ้านมึงเด็ดขาด "
" ทำไมวะ ? "
" กลัวฮิยาวเฟ้ย "
เอ๊ะ.. มันยังไงกัน
เพื่อนผมแต่ละคน มันหยดติ๋งๆ ไม่ซ้ำรอยกันหรอก ไอ้เป้นอกจากถนัดในการยอกย้อนซ่อนเงื่อนงำแล้ว ยังเป็นอีกผู้หนึ่งที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นเพื่อนประเภท ’ ( พา ) เพื่อนตาย ’ ได้อีกกระทงด้วย ผมเจอกะตัวเองเชียวแหละ นึกทีไรเสียวสันหลังวาบทุกที เรื่องนี้เกิดบนรถเมล์ครับ บ่ายวันนั้น ผมมีเหตุต้องกลับบ้านพร้อมมันซะด้วย
" โว้ย ร้อน.. ร้อนจริง แม่งร้อนชิบหา.. วันนี้มีพระอาทิตย์ขึ้นพร้อมกันสองดวงรึไงวะ มึงดูกูซิไอ้อัส เหงื่อโชกไหลลงท่วมง่ามตูดกูเปียกซ่กหมดแล้ว "
มันแกะกระดุมเสื้อ เปิดอกกระพือลม โชว์ซี่โครงเหี่ยวๆ เป็นลูกระนาดหรา เป็นการยืนยันดีกรีของอุณหภูมิ
ผมเห็นไม่ชอบมาพากล แอบขยิบตา ยื่นมือไปสะกิด กะส่ง ’ ซิก ’ ให้มันรู้ตัวแทนที่จะหยุดพูด ดันปัดมือผมซะอีกแน่ะ
" ร้อนจนกูสละสิทธิ์ ไม่อยู่ซ้อมบอลเลยนะนี่ มึงไม่ร้อนบ้างเลยเรอะ ? "
ถามได้ ถึงผมอยากจะตอบว่าร้อนใจจะขาด ก็ต้องหุบปากเงียบขืนรับมุข ตอบว่าร้อนกะมันอีกคน รับรองได้ ’ เดี้ยง ’ แน่ อ๋อ.. เดี้ยงเหรอครับ แบบว่า.. อยู่ดีๆ ก็มีอาการหน้ามืด เพราะโดนลูกถีบจากผู้ประสงค์ออกแรง แต่ไม่ประสงค์ออกนามไงล่ะครับ
" เออ.. เมื่อวานมีเรื่องจี้ว่ะ กูหัวเราะจนร้องไห้เลยมึง อำนวย ไอ้ตุลย์ ไอ้คุ่ย ไอ้หนึ่ง กะไอ้พวกห้องสองอีกทั้งโขยง เตะบอลกำลังมันเชี้ยว " น้ำลายไอ้เป้ย้อยแข่งกับเหงื่อ " ลูกบอลดันแหกโค้งออกไปถากหัวล้าน คนที่มาติดต่อธุระตรงโบสถ์เก่าเข้าจังเบอร์เลย บึ๊ก! เดียว อีตาหัวล้านคนนั้นเซแซ่ดๆ หัวงี้.. แด๊ง… ฮ่าๆ ฮิๆ ฮ่ะๆ "
เล่าไม่เล่าเปล่า มันลืมตัวแสดงท่าทางประกอบอย่างออกรสออกชาติ ผมเห็นท่าไม่ดีแน่ เลยตัดบทเอาดื้อๆ เพราะ ’ ซิก ’ ที่เพียรพยายามส่งถึงมันจนมือหงิก เป็นหมันไปเรียบร้อยโรงเรียนวัด สู้ฝอยน้ำลายของไอ้เป้ไม่ไหว
" กูลงป้ายนี้ล่ะ มึงจะลงรึเปล่า "
" ยังไม่ถึงบ้านนี่หว่า ลงไปทำไมกัน กูอยากกลับบ้านอาบน้ำเร็วๆ ร้อนจะตายชัก ทำไมร้อนจังวะ กูว่าดวงอาทิตย์ขึ้นเกินแน่ๆ " ปากมันยังวอนลูกถีบอยู่นั่น ผมชักยัวะ
" ลงไม่ลงเรื่องของมึง แต่กูจะลง "
" เอา.. เอา.. ลงก็ลง "
ผมร่ำๆ จะง้างลูกแปช่วยส่งมันลงจากรถ ถ้าไม่ติดว่ารถเมล์ยังจอดไม่สนิท ถึงกระนั้นเท้ายังเหยียบพื้นไม่เต็มดี ผมก็ตะคอกใส่อย่างเหลือกลั้น
" ไอ้หอกเป้ มึงดูรึเปล่าว่าไอ้ตรงที่มึงโหนอยู่น่ะ มีคนหัวล้านเหม่ง นั่งหน้าแดงสลับเขียว กัดฟันกรอดๆ จ้องหน้ามึงอยู่ กูจะอายุสั้นก็เพราะมึงซะแล้ว รู้มั้ย ? "
" โอ็ย.. ตายห่.. "
" ได้ตายแน่ ถ้าไม่รีบฉุดมึงลงจากรถซะก่อน "
เป็นที่รู้กันในระหว่างพวกเราว่า บทไอ้เป้มันจะคุยล่ะก็ ฟ้าถล่มดินทลายลงต่อหน้า มันไม่มีสะดุ้งสะเทือน นึกจะทำก็ทำ ไม่คิดหน้าคิดหลัง รวมทั้งไม่เหลือบแลดูบุคคลรอบข้างด้วย จึงได้เซ่อซ่า หน้าแตกเป็นประจำ ที่สำคัญอีกอย่างคือ มันสายตาสั้น แต่ไม่นิยมใส่แว่น
พอผมเล่าให้เพื่อนร่วมแก๊งฟัง ตุลย์เพื่อนเข้าใหม่หัวเราะใส่หน้า
" รู้รึยังว่าทำไม เราเลิกไปไหนๆ กะนายเป้ ที่นายเจอน่ะยังน้อยไป ลุงคนนั้นคงอายุมากแล้ว โกรธยังไงก็คงหมดแรงลุกขึ้นมาฆ่าแกง แต่ที่เราเจอ บอกได้คำเดียวว่า โอนลี่วัน อีนัฟ "
อย่าเพิ่งหมั่นไส้นะครับว่า พวกผมออกจะสำแดงภาษาปะกิดถี่ไปหน่อย แต่เรามีเหตุผลจริงๆ ขึ้นมอปลายคราวนี้ วิชาที่ทำท่าจะพาเราม้วยมรณังคือภาษาอังกฤษ ซึ่งพื้นฐานก็กระท่อนกระแท่นมาตั้งแต่มอต้น มันง่อนแง่นขนาดไอ้คุ่ยเคยชี้ให้ดูป้าย แล้วขยายขี้เท่อลั่นถนน
" เฮ้ย.. กำจร กูเพิ่งรู้ว่าคนลาวมีหลายเผ่าเหมือนคนไทยด้วย "
" อะไรของเอ็งวะ " น่าให้กำจรมันงงอยู่หรอก
" อย่างไทยก็มี ไทยน้อย ไทยใหญ่ ไทยอาหมงี้ เห็นป้ายนั่นมั้ย มีลาวสีชมพูด้วยว่ะ ตลกชมัดเลย "
" ป้ายไหน ข้าไม่เห็น "
" โน่นไง เขาเขียนไว้ว่า PINKLAO ก็พิงค์ลาวไงเล้า "
" ไหน.. อ๋อ.. เขาอ่านว่าปิ่นเกล้าตะหาก เวรซะจริง ไอ้คุ่ยเอ้ย พิงค์ลาว ลาวสีชมพู โฮ้ย.. อยากจะบ้า "
เมื่อรู้ถึงหูอาจารย์จินต์ เธอจึงวางมาตรการว่า ให้หัดพูดภาษาอังกฤษ จะมากน้อยก็ลองไปก่อน เป็นคำ หรือประโยคก็ได้ พวกเราถึงได้ฝึกฝน งูๆ ปลาๆ ไปตามมีตามเกิดนี่แหละครับ
" นายเจอคนหัวล้านเป็นฝูงรึไง "
" หนักกว่านั้นอีก ตามนิสัยมันแหละ ขึ้นรถปั๊บ ยังไม่ทันมองซ้ายมองขวา มันก็เริ่มคุยแหลก ’ กูมีเศษตังค์ มึงไม่ต้อง ฮู้ย.. มันชิบเป๋ง วันนี้อาจารย์เบิร์ดโดนแจ๊คพ็อทเข้าเต็มก้น.. แจ๊ดๆๆ.. แว้ดๆๆ ’ มันหลับหูหลับตาพูด.. พูด.. พอเห็นเงาคนเดินผ่านมา มันยื่นค่าโดยสารให้หมับ ปากก็พ่นไปเรื่อยๆ ยื่นให้นานหนักเข้า ไม่รู้จักหยิบเงินไปซักที มันลงทุนสะกิดสะเกายัดเยียดค่าโดยสารให้อีก ไอ้กระเป๋ารถเมล์ดันหยิ่งไม่รับอีกแน่ะ ปัดมือปัดไม้เป็นพัลวัน
" ให้ขึ้นฟรีก็ไม่บอก ขอบคุณครับ "
ไอ้เป้โค้งคำนับ ขอบคุณหน้าระรื่น
" กระเป๋าเป็นญาติมันเหรอ ? "
" ญาติกะผีอะไร ไอ้คนที่มันคิดว่าเป็นกระเป๋ารถ แล้วเพียรพยายามสะกิดส่งตังค์ให้น่ะ คือเด็กช่างกลโคตรดุ ที่ยิงคู่อริเป็นว่าเล่น พาดหัวข่าวนอสอพออยู่บ่อยๆ นั่นไง "
ปีการศึกษาใหม่นี้ อาจารย์ที่สอนเปลี่ยนหน้าค่าตาไปจากเดิมเยอะเลย เพราะวิชาที่เรียนไม่เหมือนกับระดับมอต้น แม้จะได้ชื่อว่าเรียนมอสี่รุ่นเดียวกัน แต่ถ้าอยู่คนละแผนการเรียน เราก็เรียนไม่เหมือนกันในบางวิชา สุดแต่จะเน้นหนักไปทางภาษา หรือคำนวณ ยกเว้นวิชาพื้นฐานที่หลักสูตรบังคับจึงจะเรียนเหมือนกัน
ใครจะเรียนให้พอเหมาะกับสมองและความถนัดแบบสายกลางๆ ก็เลือกแผนการเรียนศิลป์-คำนวณ เป็นการเรียนรู้ทั้งภาษาและคำนวณในอัตราส่วนพอๆ กัน ไม่เข้มข้นไปทางคำนวณแบบแผนการเรียนวิทย์-คณิตฯ เพื่อจะสอบไปเรียนเป็นหมอ วิศวกร หรือเข้มไปทางภาษาอย่างศิลป์-ภาษา สำหรับต่อคณะอักษรศาสตร์ โบราณคดี หรือมัณฑนศิลป์ ผมคิดจะสอบเข้าคณะนิเทศศาสตร์ ตามที่อาจารย์สมศรี อดีตอาจารย์ที่ปรึกษาเคยแนะนำเอาไว้ แต่ก็ยังโลภมาก เผื่อเอาไว้สำหรับการเปลี่ยนใจในภายภาคหน้า จึงเรียนเข้มมาทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งกำจรมันถือเป็นเรื่องสนุกที่จะอำผมเสมอยามที่มีใครถามถึงว่า
" ไอ้อัสนะเหรอ มันอยู่ห้องคิงลี่น่ะ " ผมงี้ชีช้ำกระหล่ำดองมาตลอด
อธิบายพอคร่าวๆ เอาพอเข้าใจแค่นี้นะครับ เพราะถ้าวัยรุ่นวุ่นวายเหมือนผมมาอ่านพบ เขาจะรู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว ผมเผื่อสำหรับผู้ปกครองที่อาจจะมีโอกาสผ่านสายตา จะได้เข้าใจ ให้คำปรึกษาแก่ลูกหลานได้บ้าง
อาจารย์กลุ่มใหม่ มีที่ประทับใจเราอยู่หลายคน แต่คนที่ติดเข้าไปอยู่ในวังวนชีวิตไอ้เป้จั๋งหนับ เท่าที่นึกได้ตอนนี้คืออาจารย์เบิร์ด กับอาจารย์จินต์ แล้วพ่วงท้ายคุณนายละเอียดเจ้าเก่า ที่ปีนี้ตามขึ้นมาสอนมอปลายด้วยอีกคน
ระยะนี้เกมทายปัญหากำลังระบาดในกลุ่มวัยรุ่นขนาดหนัก เข้าขั้นโคม่าเชียวแหละ วันไหนไม่ได้ตั้งคำถามให้เพื่อนตกหลุมพราง เป็นต้องกินข้าวไม่อร่อย นอนก็พาลไม่หลับไปโน่น พวกผมไม่ ’ หิต ’ กะเขามั่งก็จะไม่ ’ ทัน-ซิ-หมัย ’ ขืนตกข่าวเราจะได้เป็นแฟมีลี่เดียวกันกับจูราสสิค พาร์คปะไร อับอายไปถึงเก้าชั่วสาแหรกเชียวนะคุณ
" ปลาอะไรปากยื่น "
" ปลาทู "
" ม่ายช่าย ปลาดุกว้อย ปลาดุกเวลาพูดปากยื่นเห็นมั้ย แล้วปลาอะไรปากยื่นกว่าปลาดุก เอาซี เก่งจริงตอบมาเร็วๆ "
" ง่ายมาก คราวนี้ตอบถูกแน่ๆ ปลาที่ปากยื่นมากกว่าปลาดุกคือปลาดุกฟูไง "
" ผิด ปลาดุกฟูมันชื่ออาหาร ที่ถูกคือ ปลาดุกอุย! "
" ว้า.. กูต้องนั่งเก้าอี้อีกแล้วซี ซวยชิบ "
" ข้าถามเอ็งมั่งไอ้หนึ่ง ปลาอะไรยาวที่สุด ? "
" ปลาไหล "
" ไม่ถูก ยอมรึยัง ? "
" เออ.. ยอมก็ยอมวะ แล้วมันปลาอะไรกันแน่ไอ้กำจร ? "
"ก็ปาณาติปาตา เวรมณี สิกขาปทังสมาทิยามิไง "
" เออ.. ใช่ของมัน ปลาห่.. อะไรวะยาวจริงๆ " ไอ้หนึ่งยอมรับโดยดี
" ถามใหม่นะ ปลาอะไรที่ไม่เจ็บตัว แต่เจ็บใจ เอ้า.. ไอ้นวย ตอบมา " เผือกเผาร้อนๆ โยนใส่มืออำนวยเต็มรัก ทีฮูก็ทีฮูช่วยไม่ได้
" ปลาไหลไฟฟ้าโว้ย "
" ผิดอีกแล้ว ไปนั่งเก้าอี้ซะดีๆ คำตอบคือ ปาหัวพ่อมึง…ไงไอ้นวย ฮ่าๆ " ผมชักหมั่นไส้กำจรแล้วซี
" ข้าถามมั่ง กำจร.. เอ็งตอบมา หมาอะไรโดนเตะแล้วไม่ร้อง? ตอบถูก จะกราบตีนจริงๆ "
" ง่ายมาก ก็หมาตายไง ไม่มีสิทธิ์ร้องอยู่แล้ว เอ็งนะแหละไปนั่งเก้าอี้เลยไอ้อัส " มันกระหยิ่ม คิดว่าถูกแน่ แต่ผิดถนัดครับ
" ไม่ใช่ว่ะ มันคือหมาอดทนโว้ย เอ็งไปนั่งเก้าอี้เลยไป ผลัดกันซะมั่ง "
คุณคงแปลกใจว่า ตอบผิดแล้วได้นั่งเก้าอี้ ไม่น่าจะเดือดร้อนใจ กลับสบายเสียอีกใช่มั้ยครับ ม่ายช่าย.. เอ้ย.. ไม่ใช่งั้นซีครับ เพราะเก้าอี้ตัวที่ใช้ปราบคนแพ้ปัญหานั้น ตรงส่วนรองนั่ง มีบาล์ม หรือยาหม่องสารพัดยี่ห้อละเลงเอาไว้หนาเตอะ ใครได้นั่งก็งามแงะแซะเงาะ คือก้นร้อนแทบจะลุกเป็นไฟทีเดียว
แล้วปัญหาที่งัดออกมาถามนะเหรอ คุณไม่มีทางตอบได้ไล่ทันหรอกครับ อย่าพยายามตอบให้เปลืองเอ็นเนอยี่
" เฮ้ย ! จารย์เบิร์ดมา "
พวกเราแตกฮือ แตกตื่นเข้านั่งประจำที่ เมื่อเสียงไอ้เป้นำเข้ามาก่อนตัว
" สวัสดีนักเรียน งานที่ให้ไว้เมื่อชั่วโมงที่แล้ว ทำกันรึยัง เอ๊ะ.. เก้าอี้ครูหายไปไหนละนี่ นายเป้.. ช่วยยกมาให้ซักตัวซิ วันนี้ขออนุญาตนั่งสอนนะ ข้อเท้าครูแพลง ยืนนานไม่ไหว มันปวด "
ผมขออนุญาตยื่นหน้าเข้ามาแทรกตรงนี้นิดนึงนะครับ หากไม่ลืมและถ้าไม่ขี้เกียจซะก่อน ผมสัญญาว่าจะเล่าเรื่องอาจารย์เบิร์ดคนนี้ให้อ่านชนิดเพียวๆ คือยกให้เป็นคนเดินเรื่องแบบเนื้อๆ เลย มันหยดไม่แพ้ใคร เชื่อหัวไอ้อัสเหอะน่า ก็รับรองแล้วไงว่าคุณจะไม่เหลืออะไรให้เสียอีกต่อไป จริงๆ นะครับ
" นั่งเลยครับ อาจารย์จะนั่งพักเฉยๆ ไม่สอนก็ได้นะครับ " ลูกศิษย์ชี้กระรอกให้โพรง คือชี้เก้าอี้ให้อาจารย์ พลางกุลีกุจอยกเก้าอี้ตัวที่แตกแถวโดดเด่นอยู่หนึ่งตัว ด้วยเรามัวแต่ต่างคนต่างวิ่งเข้าประจำที่ ไม่ทันได้จัดเก้าอี้ด้วยซ้ำ ไอ้เป้ผู้เข้ามาทีหลัง ไม่รู้สักนิดว่าเก้าอี้ตัวที่มันบรรจงหยิบยื่นให้ผู้เป็นอาจารย์นั้น ผ่านการละเลงยาหม่องมาหลายรอบ
" เอ.. ไอ้ยาทาข้อเท้านี่มันแรงจริงแฮะ " อาจารย์เบิร์ดยังไม่เฉลียวใจ " ร้อนมาถึงง่ามก้นได้ไงหว่า ? "
ขาดคำปรารภกับตัวเอง เสียงคิกคักก็ประสานขึ้นรับกันเป็นลูกคู่ระงมห้องเรียน อำนวยรีบสวมรอยถล่มไอ้เป้ทันที
" ไอ้เป้ มึงแกล้งอาจารย์นี่หว่า เอายาหม่องทาเก้าอี้ให้อาจารย์นั่งได้ไง อาไร้.. จารย์เค้าหล่อกว่ามึงหน่อยเดี๊ยะ อย่างนี้.. ไอ้ที่เหี่ยวอยู่แล้วมิกรอบแย่เรอะ ? "
" เอ๊ะ มันยังไงกัน เธอจะด่าเพื่อนเพื่อชมฉัน หรือด่าฉันกระทบเพื่อนกันแน่ ไอ้นายอำนวย "
ก็น่าให้ผู้เป็นอาจารย์เดือดเนื้อร้อนใจอยู่หรอก สารรูปของไอ้เป้หรือครับ เหอะ.. ถ้าหลิ่วตา ยืนห่างจากเป้าหมายซักแปดช่วงตึกอาจพอจะมองเห็นเค้าความหล่อ หลงเหลืออยู่บ้างประปราย ตรงที่สูงยาว เข่าดี เป็นจุดเด่นเห็นชัดกว่าใคร
" ถ้าใส่แว่นซะ เอ็งก็ไม่ต้องหลงยกเก้าอี้ตัวนั้นให้อาจารย์นั่ง รั้นไม่เข้าท่า ดีนะที่อาจารย์เบิร์ดเป็นคนอารมณ์ดี ไม่งั้นเอ็งดวงดับแน่ " ผมเอ็ด
" กูนึกว่าภารโรง เอาเก้าอี้ไปซ่อมใหม่ ลงน้ำมันขัดเงาจนมันแผล็บนะซี อุตส่าห์เอาใจแล้วเชียว "
กับอาจารย์จินต์ที่สอนภาษาปะกิดนั่นก็อีก หวิดถูกฟาดหน้าแงด้วยสันหนังสือ
เจอะเจอกันชั่วโมงแรก ต้องแนะนำตัวตามธรรมเนียม ( ของใครก็ไม่รู้ ใครรู้ช่วยบอกที ผมจะได้จัดการให้พ้นทางไป สร้างความเดือดร้อนให้พวกเราซะจริง ) การพูดคุยธรรมดา เป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย เอาชนิดระบบนันสต๊อบยังถอยกรูด
" ไม่ได้หลับได้นอนกันมารึไงฮึพวกสาวๆ ยายนิด ยายนุช ยายฉาย เห็นหน้าก็หาวเอา.. หาวเอา พูดซะมั่งซี "
ใครไม่รู้ในแก๊งเราหยุดปาก หันมาไถ่ถามอย่างผิดสังเกต
" หาวกะผีอะไร อ้าปากพูดไม่เคยทันซักที ผูกขาดจ้อกันทั้งก๊วน สงสัยโตมาด้วยดอกลำโพง ถึงบ้าน้ำลายเข้าขั้นอย่างนี้ "
ผมล่ะซาบซึ้งกับคำ สัง-กะ-เสิน เซียะ จริง..จริ๊ง
ครั้นต้องมาพูดภาษาต่างด้าวเข้า ทุกคนจึงได้สำเหนียกว่า คนใบ้น่ะน่าเห็นใจขนาดไหน
" กูดม้อนิ้งเสอ.. อุ๊ย.. ไอ แอม โอ๊ย… เวรี่แกล้ด..อู๊ว….โอ๊ว… "
คนแนะนำตัว มีอาการพิลึก พิลั่น คือยืนพูดอยู่ดีๆ มีอันสะดุ้ง กระสับกระส่าย แล้วโดดตัวลอย เป็นลำดับ
ผมมองอาจารย์จินต์เขม็ง เธอก้มหน้าจดอะไรอยู่เงียบๆ หลังห้อง เอียงคอเงี่ยหูฟังเสียงอยู่อย่างนั้น เหมือนไม่รับรู้ว่ามิคสัญญีกำลังอุบัติขึ้นหน้าชั้นเรียน ผ่านไปกี่คนต่อกี่คน ทุกคนมีอาการอย่างนั้นไปหมด เกิดอะไรขึ้นหว่า ? ผมสงสัยตะหงิดๆ ปริศนานั้นมาพลันกระจ่างใจเรียม เมื่อถึงตาผมที่จะต้องออกไปพูดบ้าง จุดที่ยืนพูด อยู่ระหว่างโต๊ะสองแถว คู่ขนานค่อนไปด้านหน้า ช่วงกลางๆ ห้อง
" กูดม้อนิ้งทิชเช่อ.. อุ๊ ! " ยังไม่ทันรู้ตัว ก็มีอาการเจ็บแปล๊บตรงโคนขาทำผมสะดุ้งไปทีนึงแล้วล่ะครับ " มายเนมอีสอัสนัย.. โอ๊ว..ว " มันไม่แปล๊บแล้ว แต่เจ็บจี๊ดถึงหัวใจเลยที่นี้
ผมสะดุ้งสุดตัว เอามือตะปบก้น สูดปากแทบน้ำตาเล็ด จึงได้หลักฐาน เป็นเข็มหมุดติดนิ้วมาเป็นที่ระลึกหนึ่งเล่ม
ไอ้หนึ่ง ซึ่งนั่งอยู่แถวหน้า เยื้องไปทางขวา ยักคิ้วให้ผมแผล็บนึง บุ้ยบ้ายไปที่ไอ้เป้ ผู้ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ แต่อยู่ใกล้ผมมากที่สุด เอ๊าะ.. อ๋อ.. เป็นอย่างนี้นี่เล่า อย่างนี้มันต้องตีเข่าแน่นอน จะเอาไว้ทำซากอะไรล่ะครับท่าน
ผมชิ่งตัว ถอยห่างจากไอ้เป้ พอให้พ้นรัศมีอาวุธลับ ทำหน้าเฉยๆ กล่าวสุนทรพจน์ เอ้ย.. คำแนะนำตัวเอง อย่างใจเย็นไปจนจบ
แต่.. หนี้แค้น ไม่เคยสายถ้าคิดจะชำระ
เพราะหนุ่มเป้มันกำลังย่ามใจ จึงไม่ทันเห็นผมเดินเลยมากระซิบบอกอาจารย์จินต์
ดังนั้น.. เมื่ออาจารย์ประจำวิชา เดินมาหยุดยืนข้างไอ้เป้ มันจึงผลีผลามปักอาวุธ จึ๊ก ! เข้าให้เต็มที่
" เพียะ "
" โอ๊ย " เสียงสอดประสานกันงี้ สดใสซาบซ่ารูหูเป็นบ้า
" ดีนะที่ชั้นเอาหนังสือรับไว้ ไม่งั้นคงได้กระโดดลอยตัวไปอีกคน เล่นอะไรไม่เข้าท่า ดีล่ะ เขียนคำแนะนำร้อยจบลงสมุดแบบฝึกหัดมาส่งชั้นพรุ่งนี้ ไม่งั้นละก็.. ฮึ่ม ! " สมน้ำหน้า ตาไม่ดีแล้วยังซ่า
ขณะที่ผมเขียนอยู่นี้ ไอ้เป้พักการเรียนชั่วคราวไปแล้วเรียบร้อยพร้อมๆกับตัดแว่นใส่แล้วด้วย การยอมใส่แว่นกับการพักการเรียนมันเกี่ยวพันกันแน่นอน แต่อย่าพยายามเดาเลยครับ ว่าคงถูกอาจารย์ลงโทษเพราะผิดทั้งเพ
พวกเราเจอมันครั้งหลังสุดที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ด้วยกรณีอุบัติเหตุ เรื่องเกิดที่จันทบุรี แต่ไอ้เป้ขอย้ายโรงพยาบาลมารักษาต่อ ด้วยเหตุผลว่า ’ กูคิดถึงพวกมึง ’อาการเบาะๆ แค่ขาขวาหัก หัวแตก แก้มโย้เท่านั้นเอง ยังไกลหัวใจหลายขุม
" ถ้ากูเชื่อพวกมึงซะตั้งแต่แรก คงไม่ต้องเจ็บตัวขนาดนี้ อาการปางตายคราวนี้ ก็เพราะกลัวไม่หล่อแท้ๆ เชียว "
สิงห์หนุ่มเมืองจันท์ ได้สำนึกก็เมื่อเกือบสายเอาทีเดียว " สองสามอาทิตย์ที่หมอให้พักนี่ อย่าลืมเอาสมุดมาให้จดมั่งล่ะ "
" เออว่ะ ไม่เป็นไรหรอก ฝากสมุดมาก็แล้วกัน เดี๋ยวพวกเราช่วยๆ กัน ออกจากโรงพยาบาลมา จะได้ไม่ต้องเหนื่อยมาก พักผ่อนให้สบายเพื่อน ไม่ต้องกังวล " เพื่อนย่อมไม่ทิ้งเพื่อนอยู่แล้วล่ะครับ
" ขอบใจว่ะเพื่อน ขอบใจจริงๆ "
ใครก็ตามที่รู้เรื่องไอ้เป้ เขานึกไม่ถึงกันทั้งนั้นว่า มันจะรอดมาได้ในสภาพที่เห็น
เพื่อนผมคนนี้ เดินทางกลับบ้านที่จันทบุรี เมื่อบ่ายวันเสาร์หนึ่งที่มีวันหยุดติดกันถึงสี่วัน
" กูคิดถึงบ้าน " มันว่างั้น " เรียนพิเศษเสร็จ ก็ตัดสินใจขึ้นรถปรับอากาศเที่ยวบ่ายสามโมง "
หนุ่มเป้ถึงจุดหมายปลายทางในเวลาโพล้เพล้ พลบค่ำ
" ไปถึงไม่มีใครอยู่บ้าน จึงควบมอ’ ไซค์ตามไปที่สวนก็อยู่ห่างจากบ้านแค่ห้ากิโลเท่านั้น หน้าเงาะ หน้าทุเรียนอย่างนี้ พ่อกับแม่ต้องอยู่ที่นั่นแน่ " มันกระดิกขาข้างเข้าเฝือก หยุดกลืนน้ำลาย ก่อนลำดับความทรงจำ " ตอนที่เกิดเรื่อง กูเกือบจะถึงสวนอยู่แล้ว ทางข้างหน้าห่างออกไปประมาณร้อยเมตร มีมอ’ ไซค์กำลังจะสวนมา 2 คัน เปิดไฟหน้าตีคู่กันมาช้าๆ กูดันนึกในใจว่า คงเป็นไอ้หนุ่ม - อีสาวขี่รถกินลมชมวิวจีบกันมาแน่ๆ ถึงดูไม่ค่อยรีบร้อนทั้งๆ ที่มืดแล้ว เกิดอยากจะกระเซ้าพวกเขาเล่น กูเลยเร่งเครื่องวิ่งผ่าเข้าไประหว่างรถทั้งสองคัน ผลก็คือกูสลบเหมือด "
" ถูกกระทืบละซีท่า ? "
" เปล่า " เอ๊ะ.. มันยังไงกันอีกแล้ว
" แล้วสองคนนั่นล่ะ เป็นอะไรรึเปล่า ? "
" ก็ตกใจไง "
" ไอ้ตกใจน่ะมันของแน่ จู่ๆ มึงผ่ากลางลำเข้าไปงั้น ใครมั่งไม่ขี้หดตดหาย ที่ถามน่ะ หมายความว่า เขาบาดเจ็บอะไรบ้างรึเปล่า ? "
" ไม่หรอก ก็แค่หลังคาบุบ ที่กูเห็นเป็นมอ’ ไซค์สองคันตีคู่มาน่ะ ที่แท้คือรถกะบะขนผลไม้ ที่พ่อกะแม่กำลังมุ่งหน้ากลับบ้านตะหาก "
เป้เอ๊ย.. บทเรียนนี้ราคาแพงจริงฮิ !
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com