การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

ตอนที่ ๕ ลี้กิมเสริม by แก๊งขาสั้น

4 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
13 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#475]

ตอนที่ ๕ ลี้กิมเสริม

 

     คุณคงอยากรู้เป็นกำลังแล้วซิท่า ว่าท่านมหาเสริมบุญ หลวงลุงของกำธรกับกำจาย ป่านฉะนี้ยังคงอยู่ดีหรือไฉน ใครหนอใครช่างลิขิต แหม… ช่างคิดเหมือนผมเปี๊ยบเลย

     ผมก็งี้แหละ ได้ใหม่ลืมเก่า ได้หลังลืมหน้า ได้ผ้าขะม้าดันลืมกางเกงในไปเรื่อยเปื่อย ขออำไพที่ส่งจดหมายผิดซอง เนี่ย… เห็นมั้ยเผลอสติไปนิดเดียว ดันแจมกับพ่อมนต์สิทธิ์ คำสร้อยเข้าให้แล้วมั้ยล่ะ หมู่นี้ผมเมาน้ำหมากไปหน่อย อย่าถือสาหาความกันนะครับ

     แค่แปะชื่อตอน ก็คงช่วยให้ทั้งผม และคุณผู้เป็นแฟนเก่าของท่านมหาได้หายอัดอกเสียที รับรองได้ว่าสัมผัสชีวิตน้อยๆ ที่เคยพบกับความระทวยระทม ของดารารุ่นเดอะคราวนี้แน่นอน

         “ยังไงเซียะ ก็ยังดีกว่าตำนานดาวลูกเป็ดละว้า” กำจรช่วยวิเคราะห์ “ดีฝ่า… ตรงที่ยังไม่ถึงกะต้องโดดเข้ากองไฟ ตายตามแม่ไก่ดังกล่าว ด้วยเคยทำอนิสงค์อันประเสริฐ จึงได้มาเกิดเป็นหลวงลุง… เตรง… เตร่ง… เตร่ง… ตร๋อย ไฟไหม้หอยแมงภู่… อะ… อู้… อู้…”

     พลั่ก !

         “โอ๊ย! ถีบข้าทำไมวะกำจาย?”
         “ทะลึ่งนี่ มีญาติผู้ใหญ่อยู่คนเดียว ลามปามไม่รู้จักที่ลุ่มที่ดอน หลวงลุงใจดีออกจะตาย ขออะไรไม่เคยขัด”
         “ข้าไม่ใช่ทองเหลืองนี่หว่า เออ… ถ้าเป็นก้นหม้อก็ไปอย่าง จะได้คอยขัด” ลูกผู้น้องทำตาคว่ำ
         “เออ… อย่างเอ็งมันขัดไม่ไหวแล้ว เหมาะสำหรับดัดเท่านั้นแหละ” กำจาย ญาติผู้พี่เริ่มมีมะโห แต่กำจรหรือจะยอมละลด มันกวนกะละแมไปเรื่อยแหละ ไม่งั้นจะเป็นมันหรอกรึ
         “ดัดทำไม ข้าไม่ใช่บอนไซนี่”

     กำจายยังไม่ทันโต้คารมหรอกครับ เสียงท่านมหาก็แว้ดมาขัดจังหวะซะนี่

         “ดัดสันดานไง ไอ้เวร!” รายการเฉ่งปี๋เริ่มขึ้นแล้วละครับ “ไอ้นี่อีกคน มาตะแง้วๆ เบิกเงินซื้อสบู่ จะถามไถ่รายละเอียดรึก็ติดว่ากำลังสนทนาธรรมอยู่กับท่านสมชาย” หลวงลุงหมายถึงพระนวกะรูปใหม่ เพิ่งบวชเมื่อเข้าพรรษานี้
         “แล้วสบู่แก้สิวอะไรของเอ็ง มันถึงได้แพงบัลลัยจักรอย่างนี้… ฮะ เจ้ากำจาย? นี่ถ้าข้าไม่นึกเอะใจเปิดย่ามดู ก็คงไม่รู้ว้าเอ็งล้วงไปตั้งสองพันกว่า…”
         “สบู่อะไรเล่า ผมไม่ได้ซื้อสบู่ซักกะหน่อย” ทั้งสีหน้าและน้ำเสียง ดูซื่อผสมเซ่อสนิทใจ นั่นซีนะ สบู่อะไรราคามหาโหดอย่างนั้น ดีแต่ผมยั้งคำถามไว้ทัน ไม่งั้นก็หน้าแตกไปกับท่านมหาอีกคน
         “เอ็งบอกว่า จะซื้อดอกเตอร์มนตรีมิใช่เรอะ?”
         “เอ๊า… อ๋อ… หลวงลุงฟังผิดมั้ง ใช่ดอกเตอร์มนตรีที่ไหน ผมซื้อดอกเตอร์มาตินต่างหากเล้า รองเท้าครับท่านไม่ใช่สบู่”

     เมื่อเรื่องมันโอละพ่อซะอย่างงี้ ท่านมหาก็สั่นเป็นเจ้าเข้าซีครับ

         “แม่เจ้าโว้ย! พ่อมหาจำเริญ ญาติของพ่อ ที่รับภาระส่งให้พ่อเรียนเจียนหัวทิ่มบ่อเนี่ย ต้องเดินตีนเปล่า หนังด้านเท่าพื้นถนนอยู่แล้ว แต่พ่อทะลึ่งใส่รองเท้าคู่ละสองพันเจ็ด… เฮอ… เอิ๊ก…”

     เอาละซี ลมรับประทานท่านมหาแบบปัจจุบันทันด่วนเข้าแล้ว กำจายยังมีแก่ใจยักคิ้วให้ผมกับกำจรอีกแผล็บ ก่อนพาตัวเองหายลับลงจากกุฏิ ไม่สนใจที่จะช่วยพวกผม นวดเฟ้นท่านมหาที่กลายเป็นท่านแบหลา ไปชั่วพริบตาเดียว ดูน้ำใจมันเถอะ หนำซ้ำยังส่งวาจาฝากมากับลมให้ตรมใจเล่นอีกว่า

         “อาไรกัน! แค่นี้ก็ทำเป็นรับไม่ได้ โวยวายทำยังกะเรื่องใหญ่โต เป็นพระเป็นเจ้า เค้าต้องสำรวมมีสติกำกับนะคร้าบ”

     ไหมล่ะ ให้มันรู้ซะมั่งว่า การมีหลานบังเกิดเกล้าน่ะมีรสชาติแต่ไหน เนี่ย.. ขนาดมันเพิ่งปรับทุกข์อยู่แหม็บๆ แว้บเดียวเลิกทุกข์ซะแล้ว

         “ข้าว่าจะลาออกจากวิทยาลัย กลับมาเรียนมอสี่ใหม่กะเอ็งที่นี่”

     อะโห ไม่บอกไม่รู้นะนี่ โรงเรียนผมเป็นที่น่าพิสมัยอะไรจะปานนั้นเชียว

         “ข้าพูดเรื่องจริงนา ไม่ไหวว่ะ ขืนเรียนต่อคงไม่จบแน่ เอาแค่พิมพ์ดีดเหอะ ใครๆ เขาผ่านไปหมดแล้ว มีข้าคนเดียวที่ปล้ำได้นาทีละตัว มัวแต่บรรจงหาตัวอักษร แล้วบรรจงจิ้ม บรรจงดีด นี่… รู้มั้ยตั้งแต่เรียนมา จนป่านนี้ข้ายังหาตัวฬอจุฬาไม่เจอ สงสัยเครื่องพิมพ์ดีดยี่ห้อนี้ลืมใส่ว่ะ”

     อือ… ท่าทางจะเป็นพิมพ์ดีดยี่ห้อโอลิมเปียกซะละมั้ง ไอ้เจ้าตัวฬอจุฬาของกำจายมันเลยเปื่อยยุ่ยไปกับน้ำ ไม่เหลือซากเอาไว้ให้เจอะเจอ “ปะเหมาะเอาแค่จบหก” แล้วต่อรามฯ หรือไม่ก็มหา’ลัยสุโขทัย ก็ได้ไม่เห็นจะทุกข์”

     นั่นซี ก็มันจะทุกข์ไปทำไมเล่า ในเมื่อมีศิษย์ตถาคตอย่างท่านมหาทุกข์ร้อนยิ่งกว่าอยู่ในมหาอเวจีนรก แทนมันอยู่ทั้งคนแล้วนี่

         “ข้าก็ผู้ชายทั้งแท่ง เรื่องวาบหวามปลุกหัวใจให้กระชุ่มกระชวยมันก็ต้องมีบ้างเป็นธรรมดา” กำจายเคยปลุกม็อบ คงมีใครสักคนเคยตั้งข้อสงสัยว่าวันๆ มันไม่รู้จักไขว่คว้าหาสาระให้กับชีวิตบ้างหรือไร กี่ครั้งกี่หนก็หนีไม่พ้นเรื่องแสบๆ คันๆ สร้างเรื่องไม่เคยซ้ำ คราวนี้มันโอ่
         “เคยมาทั้งนั้นแหละ บู๊ ล้างผลาญ ไม่เว้นแต่เรื่องหวานแหววสะหวีดหยดติ๋ง”
         “ฮ้า”

     ไม่อ้าปากร้องลั่นได้ไง ในเมื่อเท่าที่คบหากันมา เห็นมันถนัดบทบู๊ ล้างผลาญมาตลอดจริง แต่เวอร์ชั่นหรือมินิซีรี่ ชนิดทำป้อโอลิมปิก เอ้ย…โรแมนติกกะสาวๆ เนี่ย ไม่เคยได้รับรายงานจากที่ไหน ไม่ว่าจะเป็น สำนักข่าวไทยลัด(เลาะ) หรือข่าว(ไม่)สด แกมมดเท็จ


3 ตอบกลับทั้งหมด
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

          “เมื่อต้นเทอม ตอนข้าไปลงทะเบียนสอบเทียบน่ะ” มันหมายถึงการสอบเทียบ ม.6 ของกองการศึกษานอกโรงเรียน นั่นแหละครับ “สาวๆ งิกรี๊ดเกือบตีกันแน่ะ”
          “อย่าบอกนะว่า พวกหล่อนแย่งเอ็ง เค้าตาเหล่มองอีกคนรึเปล่า?” ผมเริ่มยั่ว กำจรได้ทีจึงอัดซ้ำ อย่าหวังว่าเราจะไว้น้ำใจกัน
          “น้ำหน้าอย่างเอ็ง ใครเขาจะพิสวาทลงวะ ที่กริ๊ดกับทะเลาะกันน่ะ เพราะแย่งกันวิ่งหนีมั้ง”
          “เออๆ ในสายตาพวกเอ็ง ข้าไม่เคยมีดีซักอย่าง นักเรียนหญิงกลุ่มโตเดินสวนข้าไปปั๊บนะ…” คนเล่าเรื่องหยุดกลืนน้ำลาย ท่าทางจริงจัง “มีเสียงแว่วมาว่า ว้าว! อีตาคนนั้นเท่จังเลย เกิดจากท้องพ่อท้องแม่ ไม่เคยเจอลูกฟลุกกับคำชมขนาดนั้นเลยว่ะ ปลื้มซะไม่มีล่ะเอ็งเอ้ย”
          “คุยละมั้ง เอ็งมาอยู่เป็นปีแล้ว ไม่เคยพาหญิงมาโชว์เป็นตัวเป็นตนเลย” กำจรกัดไม่ปล่อย แต่ผมซักต่อ
          “งั้นพอเค้าพูด เอ็งก็เดินเข้าไปทำความรู้จักเลยซิ”
          “เปล่า”
          “อ้าว!”
          “ก็ได้แต่เดินไปเดินมา โชว์หุ่นอยู่ไกลๆ อย่างนั้นแหละ”
          “ว้า ทำใจกล้าๆ หน่อยซี เดี๋ยวก็ชินไปเอง”
          “ใจน่ะกล้าร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว ไอ้ที่ป้อไปแล้วก็ป้อมา ไม่เข้าไปทาบ เพราะหนึ่ง… ข้าไม่ใช่คนเท่อย่างเขาทัก คนที่เท่ตัวจริงมันยืนเยื้องไปข้างหลังข้า”
          “อ้าว”
          “สอง ข้าไม่อยากให้พวกเธอเห็นหน้าด้วย”
          “พูดพิลึก จะจีบหญิงแต่ไม่ให้เห็นหน้า เค้าจะรู้ได้ไงว่าเอ็งคือใคร ต้องการอะไร”
          “ก็นี่แหละ นอกจากจะไปไม่ถึงไหนแล้ว ยังโดนด่าฝากมาว่า ว่างนักให้หาควายมาเลี้ยง จะได้ไม่ต้องมาเดินบดบังทิวทัศน์ให้เกิดมลภาวะทางสายตา” กำจายเสียงสลด
          “สมควรแล้วนี่” ฝีปากญาติผู้น้องล่ะครับ ที่ใช้ประหัตประหาร
          “เองไม่เข้าใจหรอกกำจร ข้าน่ะอยากถลาเข้าไปสานสัมพันธไมตรีตั้งแต่วันแรกแล้ว ถึงไม่เท่อย่างไอ้หนุ่มคนนั้น ข้าก็ทำไม่รู้ไม่ชี้สวมรอยแบบตามน้ำไปเรื่อยๆ ก็ได้ แต่ข้าทำไม่ได้ต้องชวดฉลู ขาล เถาะ อยู่นี่ ก็ไม่ใช่เพราะ ไอ้สิวบ้าๆ ที่มันขึ้นกระจายบนหน้า ยังกะดอกเห็ดผุดนี่หรอกเรอะ จะให้แบกหน้าเข้าไปได้ไง ข้าก็อายของข้ามั่งซีโว้ย…โธ่!”

     พูดไม่พูดเปล่า กำจายมันยื่นหน้าที่ดาดาษด้วยสิวหัวควาย เอ้ย…สิวหัวช้างที่เบียดเสียดกันขึ้น แทบไม่มีที่ว่าง ไม่ว่าจะเป็นที่ดินเสื่อมโทรมหลังเขา หรือแถบชนบท (ใต้คางกับหลังใบหู) มาให้หมู่เฮาพิสูจน์กันจะๆ ใครมันจะไปรู้ ใครมันจะไปนึก ว่าสิวคือปัจจัยที่หนึ่งแห่งขวากหนาม และอุปสรรคอันสำคัญของความรัก กำจายก็ ‘แห้ว’ ไปซิครับ

          “อ้าว…นุชมาด้วยเหรอ?” กำจายเพิ่งสังเกตว่ามีหนูนุช หวานใจของผมนั่งทำตาแป๋วอยู่แถวนั้น นอกจากหน้าเป็นสิวแล้ว ตามันยังถั่วสิ้นดีอีกด้วย “จะไปไหนกันเหรอ?”
          “โอ๊ย มาตั้งแต่เห็นพี่วิวาทกับหลวงลุงโน่นแล้ว คงไม่ไปไหนแล้วล่ะ นอกจากจะกลับบ้าน เพิ่งดูหนังรอบบ่ายจบ ก็แวะมาคุยด้วยนี่แหละ”

     ก็โรงหนังกับวัดห่างกันไม่เกินสามสิบก้าวแค่นี้เอง

          “เหรอ…เออ… หนังเรื่องอะไรล่ะ สนุกมั้ย”
          “ID.4 น่ะ”

     ยุคที่เราอยู่ม.ปลายหนูนุชหมายถึง Independent Day หรือภาคภาษาไทยว่า สงครามวันล้างโลก กำลังเข้าโรงพอดี กำลังฮือฮามากพอๆ กับ Final Destination หรือ Ju-On ที่ใครไม่ดูถือว่าไม่ทันเหตุการณ์นั่นแหละ

          “น่ากลัวมากก็ตอนผ่ามนุษย์ต่างดาวออกจากเสื้อเกราะน่ะ นุชงี้กริ๊ดลั่นเลย แต่อัสเขาชอบ บอกว่าตื่นเต้นดี”
          “อัสมันมีแผนมั้ง เวลากลัวนุชจะได้ซบอกมันไง๊…เผื่อฟลุกใช่มั้ยอัส?” มันรู้ทันอีกแนะ ผมได้แต่กลบเกลื่อน

          “เฮ้ย พูดอะไรไม่สร้างสรรค์ ฟลุกก็ดีซิ โอ้ย!” ผมร้องเพราะฤทธิ์รอยเล็บที่หนูนุชแหนบต้นแขนเอาไว้แน่น “ไม่ใช่อย่างนั้น นุชไม่ขวัญอ่อนอย่างที่เข้าใจหรอก ก็แค่ตกใจนิดเดียว ขืนรอฟลุกอย่างกำจายว่า ท่าจะไม่ประสบความสำเร็จ จริงมั้ยนุช”

          “พูดถึงคนขวัญอ่อนละก็ ไม่มีใครเกินหลวงพี่สมชาย” กำจรให้ความเห็น

     หลวงพี่สมชายคนนี้ อายุครบบวชเมื่อต้นพรรษา มาตกลงใจบวชเพราะพ่อแม่ขอร้อง ครบพรรษาสึกแล้วก็มีบริษัทส่วนตัวของผู้บังเกิดเกล้ารอรับ เป็นอันวางใจว่าไม่ตกงานแน่

     ด้วยเหตุที่เป็นลูกชายโทน พ่อแม่ทั้งรักทั้งหวง มีข้าน้ำคนหลวงรับใช้รอบตัว แทบไม่ต้องทำอะไร บวชเรียนคราวนี้ได้ท่านมหาเสริมบุญเป็นพระพี่เลี้ยงคอยดูแล แม้จะคลายกังวลแต่ไม่ถึงขั้นคลายใจของพ่อแม่เลยซะทีเดียว

     ภาพที่คุ้นตาชาววัดระหว่างนี้ก็คือ สามี-ภรรยาหิ้วปิ่นโตมาส่งพระลูกชายแต่เช้าตรู่ พรั่งพร้อมด้วยอัฐบริขาร บริวารล้นวัด อยู่เฝ้าดูแลจนกระทั่งเพลจึงได้ยกขบวนกลับ ช่างโกลาหลเป็นยิ่งนัก

          “หลวงลุงต้องขอร้อง ให้พระปฏิบัติกิจของสงฆ์โดยลำพังเป็นอิสระสักพรรษาเถิด การควบคุมดูแลติดแจอย่างนั้น จะสอนสั่งชี้แนะอะไรก็ไม่ถนัด พักหลังค่อยเพลาลงหน่อย ข้าว่าหลวงลุงคงกลัวเขาปฏิวัติรัฐประหาร ยึดกุฏิไปซะมากกว่า”

     ถ้ามันอดแขวะญาติผู้ใหญ่ได้ คงไม่ใช่กำจายแน่ กำจรพยักหน้าเห็นด้วยทันที กลัวเสียชื่อ ลูกขุนพลอยพยักชั้นดีล่ะซีครับ

          “แต่หลวงพี่สมชายขี้กลัวจริงๆ นา ตุ๊กแกร้อง จิ้งจกทัก หมาหอนเป็นไม่ได้ กลัวไปหมด หลังสามทุ่มละก็ต้องมีคนเฝ้าห้องน้ำให้ ท่านว่า กลัวผีหลอก วัดเก่าแก่อย่างนี้ ผีต้องดุแน่ๆ ใครเป่าหูมาก็ไม่รู้ว่ะ”
          “ผีจริงๆ หน้าตาอย่างไรไม่รู้ซีนะ ไอ้ที่หลอกกันจนได้เรื่อง ก็มีแต่เอ็งเท่านั้นที่ทำได้” ผมฟื้นฝอยหาตะเข็บ
          “ได้ข่าวว่า ถึงกับต้องหามกันไปโรงพยาบาลไม่ใช่เหรอ?” หนูนุชขอความแน่ใจ แต่กำจรบ่ายเบี่ยง
          “เรื่องมันแล้วไปแล้วน่า”

     เหตุการณ์ที่ผมหยิบมาขย่ม เป็นเรื่องของคนหลอกคน โดยมีกำจรเป็นหัวโจก ซึ่งหลังจากเหตุการณ์นั้นแล้ว กำจรได้เปลี่ยนคาแร็คเตอร์ตัวเองเป็นหัวแบะ แทน สมพรปากวาจาสิทธิ์ของไอ้หนึ่ง ที่เต็มใจให้เพื่อนก่อนออกเดินทาง เนื่องจากตัวเองติดนัดกับหมอไปด้วยไม่ได้

          “ไปเถอะเพื่อน ขอให้โชกดี มีสำลีแปะหัว”

     กลางๆ เทอมต้นของมอสี่ หมวดสังคมศึกษาจัดโครงการพัฒนาจิตใจเยาวชนขึ้น เป็นการเข้าค่ายอบรมธรรมะ 3 วัน สถานที่อบรม เป็นวัดที่มีพระอบรมให้ปฏิบัติสมาธิ ทำวัตรเช้าเย็น มีการบรรยายธรรมะประกอบเป็นช่วงๆ วัยขนาดพวกเรา จะหาที่ซาบซึ้งจริงๆ ซักกี่เปอร์เซ็นต์กันเชียว เอาว่านับตัวได้ละกัน ส่วนใหญ่กะมาเที่ยวสนุกด้วยความคึกคะนองเป็นเรื่องหลัก ความดื่มด่ำ สงบสุขมิได้แผ่วพานแม้แต่น้อย กำจรอยู่ในพวกนี้ด้วย

          “ครูหวังเพียงว่า แค่ปลุกจิตสำนึกของเธอให้ตื่นจากความหลับไหล หลงวนในกระแสอวิชชา เธอจะตื่นตัวหรือไม่ก็สุดแต่วาสนา และวิบากกรรมของแต่ละคน บัวของพระพุทธเจ้ามีสี่เหล่า เลือกเอาเองว่า จะเป็นบัวพ้นน้ำรับแสงสว่างทางปัญญา หรือจะเป็นบัวใต้คอนกรีตเสริมเหล็กกล้าต่อไป ใครทำใครได้ ใครทำใครรู้ หากไม่เห็นแก่ตัวเองก็ไม่ต้องเห็นแก่ครู ของให้เห็นแก่ชื่อเสียงของโรงเรียนก็พอ สำรวมอินทรีย์ให้มาก นี่เป็นเขตวัด ไม่ใช่คาราโอเกะ”

     อาจารย์เจ้าของโครงการ รู้ตัวว่าทำใจลำบากตั้งแต่เริ่มคิดจะจัดแล้ว สอนไปเถอะครับ น้ำรดหัวตอบางทีอาจเกิดปาฏิหาริย์ ผลิใบอ่อนได้สักครั้ง ถ้าไม่ถูกเผาจนเกรียมซะก่อน แต่อย่าไปคิดว่าจะได้ผลกับคนบางคน

     การวางแผนเริ่มต้นกันอย่างไร เมื่อไร ผมไม่รู้ เพราะเป้าหมายอยู่คนละอาคารที่ผมนอน

     มารู้ตัวเมื่อมีเสียงเอะอะดังขึ้นยามดึกสงัดของคืนนั้น ปลุกให้เรา อาจารย์ และคณะสงฆ์ที่ให้การอบรม สะดุ้งตื่น วิ่งออกไปยังตำแหน่งที่มาของเสียงกรีดร้อง บอกความตกใจระคนโหยหวน เจ็บปวดยิ่ง


ตอบ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

     ยังไม่ทันถึงที่เกิดเหตุหรอกครับ เราสวนทางกับนางชาญสินี นังแพทซี่ นังการบูร คุณนายสอง และอาคำแก้ว ซึ่งวิ่งล้มลุกคลุกคลาน วิ้ดว้ายมาตลอดทาง

     คุณอย่าไปสนใจเลยว่าชื่อจริงของพวกผู้ชายนะยะกลุ่มนี้มีชื่อว่าอย่างไร เพราะถึงมีก็เหมือนไม่มี มันเปลี่ยนตามตัวละครยอดฮิตทางโทรทัศน์ไปเรื่อยๆ ว่ากันเป็นรายวันเชียวนะคุณ ระยะนี้ทุกคนแย่งกันเป็นคุณเรียมกับคุณนกหรีดกันทั้งกลุ่ม

          “ว้าย! ช่วยด้วยผีหลอก วี้ด…ด… ผีหลอกหนูค่ะ”
          “เดี๋ยวลืมตาดุก่อน นี่ครูนะชาญสิทธิ์ ไม่ต้องกลัว”
          “ฮือ…ฮือ… ผีมันหลอกค่า หัวมันโต๊…โต เท่านี้แน่ะ ตามันโบ๋ด้วย” คนเล่ากางแขนบอกขนาด ตัวยังสั่นเทา น้ำตาอาบแก้ม
          “มันยืนหัวโตข้างประตูห้องน้ำ ชาญสินีเห็นเข้า ตกใจเลย คว้าไม้กวาดหวดเปรี้ยงเดียว หนูเลยลากแขนวิ่งมานี่แหละค่ะ” แม่นกหวีดหรือมโน คู่หู แม่ชาญสินี ช่วยเล่า
          “แล้วคนอื่นล่ะ?”
          “หนูกำลังอาบน้ำ ได้ยินเสียงตุ๊บ แล้วออกวิ่ง หนูก็วิ่งตามมา” นังการบูร กระพริบตาปริ๊บๆ ครุ่นคิดก่อนตั้งข้อสังเกตว่า
          “แต่… ’จารย์ฮะ หนูไม่เห็นผีอย่างที่ชาญสิทธิ์บอก แต่ได้ยินเสียงร้องโอ๊ยฮ่ะ คนตกใจไม่น่าร้องอย่างนั้น”
          “ชั้นไม่ได้ร้องโอ๊ยนะยะหล่อน ชั้นร้องว้ายย่ะ”
          “เอาล่ะๆ เราเดินไปดูตรงห้องน้ำกันดีกว่า เดี๋ยวจะจับผีให้ดู” อาจารย์สุกานดาถูมืออย่างมั่นใจ บอกแล้วไงครับ ถ้ารู้ไม่เท่าทันกันละก็ สู้อย่ามาเป็นครูของพวกเราดีกว่า ยุ่ย…ครับ…ยุ่ย จะเปื่อยเป็นเอ็นตุ๋นเชียวนะจะบอกให้

     บริเวณหน้าห้องอาบน้ำ เราเจอเพื่อนผี กำลังช่วยกันแก้ไขสถานการณ์อันเลวร้ายให้ผี ซึ่งส่งเสียงอู้อี้ ตีแปลงกับพื้น และเมื่อทั้งอาจารย์กับศิษย์ช่วยกันอีกแรงแล้ว แต่ไม่สำเร็จ รถตู้ของโรงเรียนจึงได้พกพาผีต้นเรื่อง ส่งโรงพยาบาลใกล้ที่สุดโดยด่วน เป็นอันว่าไม่ต้องนอนต่อกันล่ะครับ เราจับกลุ่มคุยกันจนได้เวลาทำวัตรเช้า ปฏิบัติสมาธิไปเลย เหตุการณ์คราวนั้น โจษขานมาถึงโรงเรียนก่อนจะสิ้นสุดโครงการซะด้วยซ้ำ

          “ให้นุชเล่าต่อมั้ยว่า ผีตัวนั้นคือกำจร” หวานใจของผมเธอก็นกรู้ไม่หยอก
          “นั่นซี นึกบ้าอะไร เอ็งจึงไปหลอกแม่ตุ้งหนิงกลุ่มนั้นด้วย”

     สมัยอยู่มอต้น มีแม่ผู้ฉิงกลุ่มโตติดมาด้วย จนแยกย้ายแตกกลุ่มไปเรียนเสริมสวยกันหมด มาปีนี้ขึ้นมอปลาย ก็ยังหนีไม่พ้นคุณเธอกลุ่มใหม่ที่แสบ ซ่า กว่าเดิม ช่างเป็นยุคที่เฟื่องฟูจริงๆ พับผ่าซิ

          “เป็นผู้ชายดีๆ ไม่ชอบ” กำจรผู้เป็นไม้เบื่อไม้เมาเริ่มเล่า “รออาบน้ำต่อจากมันตั้งนานสองนาน ไม่รู้จักเสร็จซักที ข้าเห็นบาตรพระเก่าๆ วางบนชั้นข้างห้องน้ำ กะลังหงุดหงิด เลยเกิดไอเดียคิดจะหลอกให้มันกลัว เอาบาตรครอบหัว คลุมด้วยผ้าเช็ดตัว ไฟฉายส่องทางติดมือมาด้วยนี่ เอามาใช้ให้เกิดประโยชน์ดีกว่า แค่จับไฟฉายยัดอก เปิดไฟให้ส่องขึ้นจับหน้า ยืนขวางหน้าห้องน้ำนั่นแหละ หมั่นไส้นัก”
          “มันก็กลัวสมใจเอ็งแล้วไง”
          “กลัวไม่กลัวเปล่า เสือกกลัวแล้วสู้นี่หว่าด้ามไม่กวาดมันประเคนโดนบาตรเปรี้ยงเดียว หูข้างี้ชาดิก ขอบบาตรปิ่นสนิมเขรอะ ดันครูดเอาหัวหูแหกหมด ดีที่ไม่เป็นบาดทะยักตาย โชคยังเข้าข้างนะที่เป็นบาตรสังกะสี ถ้าเป็นเหล็กแบบบาตรพระป่าละเอ็งเอ้ย เออ..นี่ ข้านึกอะไรได้อย่างว่ะ ท่านสมชายกลัวผีนักใช่มั้ย ช่วยกันหลอกหลวงพี่ดีกว่า”

     นั่นไง! มันเข็ดซะที่ไหนเล่า คราวนี้คิดเล่นกับพระเชียวนะนี่

     ผมไม่หลวมตัวร่วมมือกับมันหรอกครับ คุณนายขันทองมารดาผม เธอตัดผมออกจากกองมะรึดกแน่ๆ ผมเป็นห่วงหนูนุชเธอด้วยครับ จะมาตกระกำลำแบกไปกับผมอีกคน สมัยนี้เขาไม่กัดก้อนเกลือกินกันแล้วล่ะ มันอันดีวีล็อปเกินไป ถ้าไม่เลี้ยงดูด้วยหูฉลามละก็ อย่าตามมาจีบซะให้ยาก ว่ากันถึงขนาดนั้นเลยล่ะ ผมไม่คิดด้วยซ้ำว่ามันจะทำจริง ทั้งๆ ที่ผมน่าจะรู้กำพืด และพังพืดกำจรดีพอๆ กับกำจาย ซึ่งมิวายเคลิบเคลิ้ม เผลอร่วมมือกับลูกผู้น้องเข้าเต็มเป้า เอ้ย… เต็มเปา

     กิติศัพท์เรื่องผีของวัดที่ท่านมหาเสริมบุญสังกัดอยู่เขารู้กันไปทั่ว นิตยสารประเภทธรรมะ แบบ ‘ตายแล้วลงหลุม’ กับหนังสือเขย่าขวัญสั่นประสาทแบบ ‘มันมาจากป่าช้า’ ก็เคยลงตีพิมพ์อยู่หลายคราว หากมิใช่คนเพิ่งลงมาจากหลังเขา ย่อมเคยผ่านสายตา กันแล้วแน่นอน

     ที่ฮิตติดลำดับก็ เรื่องเด็กผมจุกกลุ่มโต ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวก้องลานวัดในยามดึก คืนฝนตกหนัก พวกเธอเล่นน้ำฝนใต้ต้นจันทน์หน้าตำหนักใหญ่อย่างสนุกสนานเรื่องหนึ่งล่ะ หรือไม่ก็เรื่อง พระสายวัดป่า เดินทางมาค้างคืนที่วัด ทำสมาธิอยู่จนดึกดื่น ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินกลับไปกลับมา จึงเปลี่ยนอิริยาบทเป็นเดินจงกรมที่ระเบียงชั้นสอง เผื่อเห็นคนที่ขยันออกมาเดินยามวิกาลไม่รู้จักหลับนอน ให้หายสงสัยว่าเป็นใครกันแน่ แทนที่จะหายกลับสงสัยหนักขึ้นไปอีกว่า ไอ้คนที่ยืนดูพระชนิดหน้ากับหน้าน่ะ คงมีส่วนสูงเป็นพิเศษไม่งั้นคงไม่ทำท่าโก้งโค้ง ลงมามองคนที่ยืนตรงระเบียงอย่างนั้นได้แน่ๆ กว่าจะรู้ว่าเป็นเปรต สูงท่วมกุฏิ ก็มะลันดูแก มะแลดูกันอยู่พักใหญ่

          “ข้าแกล้งเล่าให้กำจายฟัง แต่เผื่อแผ่เสียงให้ถึงหูหลวงพี่สมชายทุกครั้งที่มีโอกาส ทำจนแน่ใจว่าสามารถเขย่าประสาทให้เป้าหมายขวัญเสียถอดใจ หมดความเชื่อมั่นในตัวเอง แล้วดำเนินแผนขั้นสุดท้ายทันที นี่ก็รอๆ อยู่ ระยะนี้จำวัดแต่หัวค่ำ แล้วอีกไม่นาน… ได้ลุ้นแน่” กำจรมันแบไต๋

     แต่… ดูเหมือนว่า ชะตากำจรจะตกใต้คิ้ว นิ้วเข้าไปอยู่ในหีบ ก็… สำนวน เอามือซุกหีบไงล่ะครับ อย่าทำเป็นงง มันจึงหนีเสือไปปะเอาตุ๊กเข้ตัวเท่าไดโนเสาร์ จึงชีช้ำกระหล่ำปลีไปตามระเบียบ

     คนเรายามวาสนาพาจนละก็คุณเอ้ย ทำอะไรมันพลอยติดขัดไปหมด อยู่ดีๆ ยังเผลอถอยหลังเข้าไปอยู่ตรงทางปืนเข้าดื้อๆ เอาชีวิตไม่รอดมาก็มาก

     กำจรกับกำจายสองหนุ่มพี่น้อง คบคิดหาวิธีอยู่หลายแผน มีทั้งแผนรับ และแผนรุก จะขาดอยู่ก็แต่แผนซุกใต้โอ่งหยั่งรัฐธรรมนูญของไทยสมัยนู้นเท่านั้นแหละ กว่าจะลงมติเป็นโทฉันท์ คือสองเสียงได้ก็ทำเอาหืดลงกระเพาะ

         “ตกลงเอาตามนี้แน่นะ ข้าจะได้หาผ้าเตรียมไว้เยอะๆ” กำจายย้ำเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง
         “เออน่า…ตามแผน” ลูกผู้น้องกรีดนิ้วชี้ไปจรดนิ้วโป้ง ส่วนนิ้วที่เหลือ กางออกเต็มที่ ยกฝ่ามือข้างนั้นไปข้างหน้า เป็นสัญญาณว่า พร้อมแล้วที่จะลุย

     แต่จะพร้อมขนาดไหน เข้าข่ายใกล้เคียงมาตรฐานสากลหรือไม่ เรามาสุมหัวช่วยกันลุ้นดีกว่า มีแต่ได้ไม่มีเสีย

     ยายนิดเป็นคนปูดเรื่องขึ้น เมื่อเจอหน้ากันยามบ่ายคล้อย ถัดจากวันเกิดเหตุเพียงวันเดียว

          “ไม่ไปดูใจพี่กำจร กับพี่กำจายซักนิดเหรอ พี่อัส?”
          “พูดยังกะพวกมัน กำลังใกล้ตายงั้นเชียว”
          “ไม่ใช่ก็ใกล้เคียงแหละค่ะ จะเข็ดกันรึเปล่าไม่รู้ เห็นแล้วทั้งสงสารทั้งสะใจ นึกๆ ไปก็สมน้ำหน้าด้วย”
          “หาเรื่องใครมาอีกละซี” แม่บุญฉึ่ม หรือหนูขวัญฉายดูจะเข้าใจเรื่องราวได้เร็วผิดปกติ ไม่ต้องแจกแจงความถี่เหมือนก่อน บอกแล้วไม่เชื่อคบกับเราไปเถอะ แล้วท่านจะถึงกาลวิบัติกันทั่วหน้า”
          “จะมีใคร้…” เสียงหนูนิดลากยาว “ก็โดนฤทธิ์ตะพดบินลี้กิมเสริมเจ้าเก่าเข้าจังเบอร์ซีเล่า นอนจับไข้ ผมตั้งเป็นนกหัวขวานกันทั้งคู่ เรื่องนี้ต้องยกนิ้วให้หลวงตา เอาไปเลยยี่สิบนิ้ว เอาไปเลย…เอาไป… นิ้วเราเอาไปได้เลย นับถือ…นับถือ…” คนเล่าฮัมเพลงหงุงหงิง

     เห็นมั้ยครับ คำอุทานแท้ๆ เจ้าหล่อนละเอียดละออขนาดนี้
     
          “นิดว่าคำบาลี สันสกฤตบางคำบอกเพศไว้ชัดมากเลย ยักษ์เพศแม่ เรียกว่า ยักษี กินนรีก็ กินนรสาวยังงี้”
         “งั้นยักษ์ตัวผู้ก็ต้องเป็นยักษำ รึไม่ยักษวย ช่ายม้า?” นายเป้ช่วยวิเคราะห์ แต่โดนแม่เสือสาวแว้ดแหวเข้าให้
         “บ้า… บ้า… ไอ้คนลามก เขาเรียกว่า ยักษาย่ะ ไอ้คนไม่มีวัฒนธรรมค้ำจุนชาติ”
         “ศาสนา… พระมหากษัตริย์” ไอ้เป้ของเราต่อให้อย่างใจป้ำ ก็…ผู้หญิงด่า แปลว่าผู้หญิงรักนี่นา

     อันว่าลี้กิมเสริมนั้นไซร้ คือฉายาที่เราขึ้นทะเบียนอนุรักษ์ไว้ให้หลวงลุง ผู้มีชื่อว่า มหาเสริมบุญ คนคุ้นเคยของกำจรแอนด์กำจายกัมปานี หลานรักเจ้าประจำ แม้อาวุธประจำตัวมิใช่มีดสั้นอันลือลั่นยุทธจักรเช่นลี้กิมฮวง แต่ลูกผู้ชายฆ่าได้หยามไม่ได้เช่นท่านมหา จะยอมพ่ายแพ้โดยไม่หาทางสยบกำจรกับกำจาย ให้มิอาจลืมได้ว่า เพียงพลังตะพดที่ซัดออกไปแต่ละครั้ง ล้วนพิฆาตพวกมันมาแล้วนับมิถ้วน เหตุไฉนลูกเต่าอย่างมันจึงมิรู้จัก สำรวจเงาหัวของตนเองเสียก่อนที่จะคิดทำการใหญ่เล่า

          “มากันแล้วเรอะ ดี! เข้าไปเลย เข้าไปให้ได้ยินกะหูให้ได้รู้กะตาก็แล้วกันว่า เพื่อนเอ็งมันสมควรเจ็บตัวหรือเปล่า จำเอาไว้ให้ขึ้นใจเลยเชียว อย่าล้อเล่นกับขิงแก่อย่างข้า มิฉะนั้นชีวิตจะต้องเจอกับความเผ็ดร้อนอย่างนี้”


ตอบ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

     ท่านมหายืนร่ายสุนทรกถา ต้อนรับพวกเราอยู่หน้ากฏิ เจอะเจอคราวนี้ดูท่านจะห้าวหาญขึ้นผิดตา อาจเข้าตำรา ‘มารบ่มี บารมีบ่เกิด’ หลังจากเล่นเจ้าล่อเอาเถิดกับหลานรักจนชีพเกือบตักษัยได้ไม่นาน ท่านมหาคงรู้แจ้งแทงตลอดว่า ขืนไม่ระมัดระวังละก็ มีสิทธิ์เพลี่ยงพล้ำได้ง่ายๆ จึงปรับกลยุทธเสียใหม่กระมัง เอ… หรือว่ามีที่ปรึกษาดีน้อ คราวนี้หลานทั้งคู่โดนปราบแทนผี วิ่งหนีแทนหลวงพี่สมชายนะซีครับ

          “ข้าบอกแล้วว่า อย่าทำ…อย่าทำ… ไม่เชื่อ แล้วผลเป็นไงล่ะ คุ้มมั้ย?” ผมกระหนาบ ไม่เห็นแก่คนเจ็บที่นอนครางอ๋อย เนื้อตัวเขียวช้ำเป็นจ้ำไปทั้งตัว

          “จะไปรู้เรอะ ว่าข้าโดนซ้อนแผน ช้ำใจก็ตรงที่คนย้อนศรขอดเกร็ด ไม่ใช่ใครที่ไหนไกลอื่น ข้าวิ่งซะตับทรุด ผ้าผ่อนหลุดลุ่ย…หมดท่าเลย”

     มันทั้งคู่รวบรวมจีวรเก่า เอามาพันตัวทำเป็นมัมมี่อียิปต์ฉบับวัดไทย ไปยืนดักใต้ต้นพิกุล ตรงหัวสะพานเหนือบ่อเต่า หน้ากุฏิท่านมหาตามแผนทุกประการ ท่านสมชายเดินกลับจากโบสถ์หลังทำวัตรสวดมนต์เย็นต้องผ่านเส้นทางนั้นแน่นอน ไม่มีเส้นทางไหนอีกที่ตรงดิ่งมากุฏิที่พักนอกจากเส้นทางนี้ มาถึงเมื่อไร จะถูกหลอกเมื่อนั้น นี่คือแผนการ

     แต่คนดีผีคุ้ม หลวงพี่ดวงเกิดจะแคล้วคลาดซะนี่ ว่างๆ จะถามซักหน่อยเหมือนกันว่า คล้องหลวงพ่ออะไร ทำให้มีเหตุดลใจ ให้แวะคุยกับท่านอาทิตย์ พระรุ่นพี่ซะกลางทาง ก็คุยเพลินไปนิด เวลาที่เคยทำสถิติไว้เป็นกิจวัตร จึงคลาดเคลื่อน เนิ่นนานไปอีกหลายชั่วโมง ก็ไม่มาซักที ยุงกัดถี่ๆ เข้ากะลังคิดจะเลิกอยู่เชีย… จู่ๆ จำเลยก็เดินตะคุ่มมาจวนถึงตัวอยู่แล้ว คิดอ่านอะไรไม่ทันแล้ว เอาวะเป็นไงก็เป็นกัน กระโดดผางออกมาประจันหน้าเดี๋ยวนั้นเลย

          “หลวงพี่สมชายเลยร้องเสียงหลง วิ่งแนบไม่เหลียวหลังตามแผน หลวงลุงจึงสำเร็จโทษด้วยไม้ตะพดหรือไง” ผมคาดคะเน แต่กำจายร้องเสียงหลง

          “โฮ้ย! ถ้าเป็นอย่างนั้น ถึงเจ็บก็คุ้ม ที่อาการปางตายนี่ มันไม่เข้าท่า ไร้ศักดิ์ศรี เพราะไอ้คนที่วิ่งแล้วร้องน่ะ เป็นข้ากับกำจรต่างหาก”

          “อ้าว!”

     อย่าว่าแต่พวกผมเลยครับที่เผลอร้องขึ้นพร้อมกัน คุณเองก็เถอะ เผลอร้องไปบ้างหรือเปล่าเอ่ย

          “พอกระโดออกมาเท่านั้นแหละ ยังไม่ทันตั้งตัวเลย ก็เห็นอะไรแว้บๆ ผ่านหางตาไป แล้วเจ็บแปลบชายโครงมั่ง หน้าแข้งมั่ง เสียงกระทบดัง ปึ๊ก! ปึ๊ก! หนักหน่วง แน่นหนับ ปวดหนึบไปหมดทั้งตัว จะวิ่งก็วิ่งไม่ออก ดันพันผ้าซะแน่น ได้แต่กระโดดหลบ จึ๊ก! จึ๊ก! เป็นผีจีนออกงิ้ว งอมพระราม อยู่นี่ไง”

     แหม…มันเล่าได้ดี ไม่ต้องมีจินตนาการ ก็เห็นภาพชัดแจ๋ว

          “คนที่คิดว่าเป็นหลวงพี่น่ะ ที่แท้คือหลวงลุงใช่มั้ย?”หนูขวัญฉายซักบ้าง สรรพนามที่เราใช้กันน่ะ ไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอยหรอกครับ อย่างหนูนิดเนี่ย โดยศักดิ์แล้วเป็นญาติผู้พี่ของกำจายและกำจร แต่อายุเธอน้อยกว่า บางทีก็เรียกพี่ถ้าอารมณ์ดี บางทีก็เรีกชื่อเฉยๆ ถ้าอารมณ์บ่จอย เอาแน่ไม่ได้อย่างนี้แหละครับ แต่ที่แน่ๆ คือ… แม้ว่ากำจายจะอายุมากกว่า ซ้ำเรียนเรียนเกินหน้าเราไปหนึ่งปี แต่พวกเรากลับสมัครใจเรียกขานแบบเพื่อน มากกว่าที่จะยกย่องว่ามันเป็นรุ่นพี่ บารมีมันไม่ถึงว่างั้นเหอะ

          “เออ…ข้าเองแหละอีหนู” เสียงกัมปนาทดังมาจากประตูห้อง “ถ้าข้าไม่นึกสงสัยในพิรุธของพวกมันว่า ต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลจนต้องแอบฟังแผนของมันละก็ คืนนั้นท่านสมชาย มีวิ่งกันวัดกระเจิงเรอะ เฮอะ..เฮอะ.. ข้าลงทุนแค่เปิดทางให้ท่านอาทิตย์ชวนท่านสมชายคุยถ่วงเวลาไว้ แล้วปลีกตัวชิงมาตัดหน้าซะ แค่นี้ก็ได้ฟาดหน้าแงผีเล่น เย็นๆ ใจ ไว้ว่างเมื่อไร จะซื้อทองปิดหัวตะพดซะหน่อย เผื่อได้ปล่อยวิทยายุทธสุดยอด ปลอบประโลมขวัญหลานรักอีกสักโชะ สองโชะ สนุกจริงเฟ้ย!”

     แหม… ไอ้ที่ว่าเฮี้ยนๆ น่ะ ที่แท้หลวงพี่สมชายแกแขวนพระดี พระหลวงพ่อลี้กิมเสริมเรานี่เอง แถมเป็นรุ่นพิเศษ เนื้อแกร่ง ตำแหน่งใหญ่ ไฟแรง จีวรกลัก ปลุกเสกตัวเองมาตลอกด้วยซี มิน่าล่ะ… หมู่มารจึงนอนโอดโอย ให้พวกเราหยอดกาแฟหมา เอ้ย…หยอดน้ำข้าว อย่างที่เห็นแหละครับท่านสาธุชนคนประเสริฐ

     เฮ้อ! ทุกขตัว ทุกขถัวนัว แท้ๆ เลยเนอะ


ตอบ
แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com