
ตอนที่ 6 จอมวางแผน
ระยะนี้มีเหตุการณ์หลายอย่าง ที่ทำให้ผมฉุกใจคิดขึ้นมาว่า การใฝ่หาความสุข เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์โลก จะสุขยั่งยืนหรือสุขชั่วคราวก็เถอะ
คนมีสติสัมปชัญญะดีๆ ทั้งหลาย เขารู้กันทั้งนั้นว่า วิธีหาความสุขมีหลายร้อย หลายพันชนิด ที่ไม่ต้องคอยเบียดเบียนผู้อื่น
แต่กำจรอ่อนใจ มันสมัครใจที่จะเลือกมีความสุขกับการแส่ส่ายหาเรื่องระรานไปทั่วทุกสารทิศ ไม่ว่าวงการชาวบ้าน ชาวโรงเรียนหรือชาววัด แม้แต่สัตว์เดรัจฉานมันก็หาเว้นไม่
คิดดูเถอะครับ อีด่าง ไอ้โกร๋น นังจุด และนังขอด หมาแมวในวัด แค่ได้กลิ่นของกำจร มันก็หางจุกตูด ก่วยแนบที่แปลว่าวิ่งสุดฝีเท้า หนีออกไปตั้งหลักนอกเขตวัดโน่น นัยว่ากันไว้ดีกว่าแก้ เจอกำจรแล้วจะแย่จนแก้ไม่ทัน
“วัดเป็นเขตอภัยทานนะแก ไม่ใช่สนามประลองหนังสะติ๊ก ซักวันหนึ่งเหอะ บาปมาทันเมื่อไร มือไม่กุด ตูดไม่เน่า เข่าไม่เจ็บ เล็บไม่ถอด เข้ามั่ง ให้มายึดแฟนเราได้เลย”
ไอ้หงอก หรืออัครเดชผู้แสนจะขี้เกรงใจ เพื่อนเก่าแก่สมัยเรียนมอต้น สมาชิกร่วมแก๊งของเราเคยออกปากเตือน ถ้าเพื่อนเชื่อเพื่อนแล้วไซร้ มันก็ไม่ใช่วิสัยของกำจรซีครับ
“เออ… ช่างข้า” ความดันทุรังโรคเก่าประจำตัวออกมาการกำเริบอีกแล้วครับท่าน “กะอีแค่ยิงถากๆ จะเป็นอะไรหนักหนาเชียว อุตส่าห์หวังดีไล่ให้ไปอยู่วัดอื่นซะมั่ง เฉลี่ยให้คนทำบุญโปรดสัตว์ ยังไม่มีดีอีก”
มันเอาสีข้างเข้าถูหน้าด้านๆ อย่างนี้แหละ เจ้าของคำเตือนจมูกบาน หายใจฟืดฟาด บอกดีกรีว่า ชักจะมีน้ำโห
“ถากๆ ของแก่นี่อะนะ กระสุนตุงตูดนกพิราบ ลากปีกตุ้มเป้กๆ เรี่ยพื้น บินไม่ขึ้นมากี่ตัวแล้ว พูดแล้วยังจะมาแก้ตัว
ผมว่า ไอ้หงอกก็เถอะ ขืนคบกำจรต่อไปอีกหน่อย ผมที่หงอกประปรายอยู่แล้ว อาจจะขาวหมดหัวในไม่ช้านี้แน่นอน
ไม่มีใครที่จะไม่เดือดเนื้อร้อนใจ ค้องระทมทุกข์หาความสุขบ่มิได้ นับจากการย่างก้าวเข้ามาสู่ใบบุญ อาศัยร่มเงาวัดของลูกตาก่ำ หลานท่านมหาเสริมบุญ หมูหมา กา ไก่ ต่างรู้ฤทธิ์เดชของกำจรมาแล้วทั้งนั้น โดยเฉพาะแมวตัวเมียชื่อนังจุด ดูจะไม่ต้องโฉลกกับจอมก่อกวนเอาซะเลย
“หมั่นไส้มันชิบ… แม่ง! ถ้าเป็นคน นังนี่จะต้องชื่อว่าสะอิ้งศรีถึงจะเหมาะล่ะเอ็งเอ้ย วันๆ เที่ยวเดินยั่วให้หมาไล่เห่ามันเล่น จะอ่านหนังสือ ทำการบ้านมั่ง ก็ไม่เป็นอันทำ เสียงไล่ฟัดกันดังขรมถมเถทั้งวัน น่ารำคาญจริงๆ นังแมวยั่วสวาทนี่ก็เหลือเกิ้น หมายิ่งเห่ามันก็ยิ่งนวยนาด วาดตีนค่อยๆ เดินบนกำแพง ผ่านไปช้าๆ แกว่งหางพองามอีกนะ เอ็งเคยเห็นแมวเชิดมั้ยวะ? ฮือ…ข้าเป็นไอ้โกร๋นมั่ง ก็อดไม่ได้ต้องโดดตะปบให้มันร่วงเหมือนกันแหละวะ”
เฮ้อ! อย่างนี้ต้องพูดได้คำเดียวว่า ขิงขึ้นรา ข่าสีแดง เอ้ย… ขิงก็รา ข่าก็แรง ไม่มีใครเกินใคร พอสมน้ำสมเนื้อทั้งคนทั้งสัตว์
“ไอ้โกร๋นตะปบสำเร็จมั้ยล่ะ?” ไอ้เป้นอกจากไม่คัดค้านแล้ว ยังช่วยผสมโรงอีกแรง
“มือชั้นข้าแล้ว มีเรอะไม่สำเร็จ”
“มึงไปเกี่ยวอะไรกับหมาจะกัดแมวด้วย?” อำนวยช่วยสงสัย
“เอ็งรู้จักคำว่าเสธ. มั้ย ข้านี้แหละโว้ย เสนาธิการฝ่ายวางแผนให้ไอ้โกร๋นพิฆาตนังจุดตัวจริงล่ะ อะฮ่า…ฮ่า…ฮ่า
เพื่อนกลุ่มนี้ มันคงไม่มีอะไรจะทำแล้วมั้งเนี่ย
“ข้าก็หากระป๋องนมเปล่าพวงโต ผูกรอบเอวไอ้โกร๋นรอท่าไว้ พอนังจุดเริ่มเดินแกว่งหาง ชายตามองยั่วมาช้าๆ ข้าก็จับไอ้โกร๋นโยนขึ้นไปเลย เสียงเห่า เสียงกระป๋อง เสียงแมวประสานกันอึกทึกครึกโครม โฮ้ย…สนั่นลั่นวัดไปหมด นังจุดงิตกใจหางจุกตูด วิ่งไม่เหลียวหลังแบบลืมญาติ เลิกทำตัวยั่วสวาทได้ตั้งแต่บัดนั้น มันชิบเป๋งเลยว่ะ”
คงสะใจจริงเพราะคนเล่า ถูไม้ถูมือออกอาการว่ามันเขี้ยวสุดขีด
ทีนี้คุณรู้สึกซาบซึ้งหรือยังว่า ทำไม หมู หมา กา ไก่ ในวัด จึงเดือดร้อน อยู่ไม่สุขกัน
แต่… อย่าถามผมเลยว่า แล้วพระกับเณรเขาอยู่ดีมีสุขกันหรือไม่ ธ่อ! ลงว่ามีกำจรอยู่ที่ไหน บอกแล้วไงว่าความบรรลัยก็อยู่ที่นั่น หลวงลุงของมันเอง ยังต้องบริหารขันติกันตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเลยคุณเอ๋ย ลงเผลสติเมื่อไร ตะบะแตกทุกที
“อาตมาก็ปลงไม่ตกเหมือนกัน จะฆ่าก็ไม่ตาย จะขายก็ไม่ขาด ทั้งตี ทั้งด่า เหลืออยู่อย่างเดียวคือ ฆ่าทิ้งแหละโยม”
“เอาเรื่องขนาดนั้นเชียวหรือค่ะท่าน?” ครูประจำชั้นคนใหม่ถามแบบคนไม่รู้ฤทธิ์
“ก็ขนาดอาตมาจำใจเทียวเข้า เทียวออกโรงกะยาบาลเป็นว่าเล่นแหละ เรื่องนี้ต้องถามโยมอาจารย์สมศรี ครูประจำชั้นคนเก่าเขานู่น รายนั้นเขารู้ดีที่สุด”
“แค่หลวงลุงบ่นเมื่อยหน่อยเดียว กำจรมันขย่มซะจนท่านหลังเดาะ กล้ามเนื้อฉีก มันมีเหตุผลเพียงว่า อยากทำความดี แต่บังเอิญนวดไม่เป็น นี่คือตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ครับผม” “โอ้โห!” แหม… โอกาสเปิดให้ขนาดนี้แล้ว ไม่รีบสวมรอยฉกฉวยโอกาสเอาหน้า เก็บคะแนนพิศวาสไว้มั่ง ก็ไม่ใช่ผมซีครับ แล้วได้ผลเป็นที่น่าพอใจเสียด้วย
นี่ก็อีก
“คราวโน้นก็เหมือนกัน เต่ามันอยู่ดีๆ ดันจับผูกเชือกลากเล่นรอบสนาม เป็นข้าหน่อยไม่ได้ จะงับไม่ปล่อย ให้กินอึสามชาม กินน้ำสามโอ่ง หรือจนกว่าฟ้าจะผ่าแหละ ไม่งั้นไม่เข็ด” ไอ้คุ่ยผสม-โรง ผมจึงช่วยมันผสมสิบอีกต่อ
“เต่าไม่งับ แต่มันก็ไม่พ้นอาญากรรมนี่ เอ็งบอกไปซิกำจรว่า วันนั้นโดนอะไรไปบ้าง บอกดิ๊… ถ้าแน่จริง”
“ก็… ไม่เห็นมีอะไรนี่ กะอีแค่เอาเต่าไปคืนบ่อ” ตัวต้นเรื่องทำเสียงกระอุบกระอิบ
“มึงปล่อยเองงั้นซี ฮี่โธ่ ไม่แน่นี่หว่า” น้ำเสียงเราเยอะเย้ยไยไพมันอย่างเปิดเผย และจริงใจ
“เปล่า บิ๊กโอ่งเขาสั่ง” ทีงี้ละก็ทำเป็นคนพูดน้อย สงบเสงี่ยมเจียมคำ ส่วนที่มันอำพะนาไว้น่ะ มีอีกพะเรอเกวียน เรื่องอมความละก็ละก็มันถนัดนักล่ะ
เช้าวันนั้น ก็วันที่มีเรื่องซีเล่า อากาศแจ่มใสปราศจากเมฆหมอกแน่ะ ทำท่าละม้ายแม้นนักพยากรณ์อากาศ เราเตะบอลเล่นกันเหมือนทุกวัน ถ้าถามว่าทำไมต้องเตะบอลด้วย ทำอย่างอื่นไม่เป็นหรือไง ไอ้เป็นน่ะมันเป็นยู้ แต่มันเป็นน่อย ทำบ่อยนักมักไม่ดี หมู่นี้เราเลิกแกว่งปากหาเรื่องนักเรียนหญิงที่จับผลัดจับผลู เดินผ่านสามแยกแกว่งปากหาไม้หน้าสามไปชั่วคราว
ที่เลิกราไปในช่วงนี้ ไม่ใช่เป็นคนดีอะไรหรอกครับ เป็นเพราะว่ามันมีเรื่องอื่นที่น่าตื่นเต้นกว่าการแซวหญิงนะซีครับ
พวกผมมารู้สึกตัวว่า เด็กรุ่นน้องที่นั่งเชียร์เราเตะบอลอยู่เป็นกลุ่มใหญ่ตั้งแต่ต้น เกิดจะว่างวายลุกหายไปจากอัฒจันทร์ในชั่วพริบตาเสียดื้อๆ มิหนำซ้ำยังวิ่งกรูเกรียว ห้อมล้อมดูอะไรสักอย่างตรงขอบสนามบอล
เรายังไม่ทันได้ขยับตัวเพื่อวิ่งตามไปดูให้จะๆ ตาเลย ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายปกครอง ผู้มีฉายาว่า’บิ๊กโอ่ง’เพราะรูปพรรณสัณฐานเหมือนเครื่องปั้นดินเผาราชบุรี ก็แหวกวงล้อมนักเรียนมุง ยื่นหน้าเข้ามาพร้อมเสียงเอ็ดตะโร
“เฮ้ย! เอ็งเล่นอะไรพรรค์นั้นวะไอ้หนู ทรมานสัตว์นี่นา ใช้ไม่ได้เลย อ้าว… เธออีกแล้วเรอะ” การทักอย่างนี้ แสดงว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องเป็นขาประจำกันมาก่อนแน่นอนเลยครับ
“ผมพาเต่ามาจ๊อกกกิ้งน่ะครับ แฮ่ๆ”
“ไอ้ตูดหมึก เอาไปคืนลงบ่อเดี๋ยวนี้เลยไป๊ ปล่อยให้ถึงกลางบ่อนะเฟ้ย ไม่งั้นมีเรื่องแน่ ไอ้นายกำจร”
เพราะคำประกาศิตนี้แท้ๆ กองเชียร์จึงพร้อมใจย้ายวิก ติดตามไปถึงขอบบ่อ เอาแบบชนิดเกาะติดสถานการณ์ กัดไม่ปล่อยกันเชียวแหละ นำหน้าด้วยบิ๊กโอ่ง ผู้มีหลุก-คะ-ลิก อ้วนกลม พุงย้อย สวมแว่นดำกรอบหนา มีกำจรอุ้มเต่า หน้าง้ำ ปากยื่น ขมุบขมิบปากสัญญาว่ามันกะลังสวดชยันโต พรรคพวกเดินตามหลังมาต้อยๆ แถวงี้ยาวกว่าขบวนกลองยาวกับเถิดเทิงซะอีก บอกแล้วใช่มั้ย ความทุกข์ และความพินาศของผู้อื่น ย่อมเป็นความสุขสุดยอดของเรา ฮ่าๆ
คนเหลี่ยมจัด ผู้อ้างว่าจะพาสัตว์จ๊อกกิ้ง ค่อยลัดเลาะหาทางไปให้ถึงแพลูกบวบขนาดเล็ก ที่ทางวัดลอยไว้กลางบ่อ ให้เต่าและตะพาบน้ำขึ้นมา พักเหนื่อย อาบแดด นอนแทะผักบุ้งเล่น
กำจรเดินวนเวียนไปมาบริเวณบันไดล่างสุดจากขอบบ่อ เป็นเสือติดจั่นอยู่หลายรอบ กว่าจะตัดสินใจจ่อมปลายเท้าลงน้ำได้ แต่ยังไม่ทันได้เห็นดำเห็นแดงกันไปข้าง จู่ๆ มันก็แหกปากร้องลั่น เหวี่ยงเต่าในกำมือหล่นน้ำเสียงตูมสนั่น แล้วมันก็ซอยเท้าเต้นเร่าๆ
“โอ๊ย! ช่วยด้วย งู้… งู…”
ได้ผลทันตาเห็นล่ะครับ กลุ่มผู้ประสงค์อยากมุง แต่ไม่ประสงค์อยากช่วย ก็แตกฮือไปคนละทิศ
คราวนี้ถึงตาบิ๊กโอ่ง หน้าถอดสีมั่ง ละล่ำละลักถามเสียงหลง
“ไอ้หนู! เป็นไงบ้าง งูมันกัดตรงไหน เฮ้ย! ใครมีผ้าเช็ดหน้าบ้าง ขอยืมมารัดแผลหน่อย อยู่นิ่งๆ ซี… ยิ่งดิ้นพิษงูยิ่งกระจายไวนะ ไอ้พวกนั่นน่ะ ยืนเซ่ออยู่ทำไม ช่วยกันอุ้มเพื่อนไปห้องพยาบาลกันก่อนเร้ว… บอกคนขัยรถด้วย เตรียมรถด่วน จะพาเด็กส่งหมอ”
ขึ้นชื่อว่าอสรพิษล่ะก็ ใครหน้าไหนจะกล้าเล่นด้วย ‘ไทยมุง’ ที่ปรับท่าทีเป็น ’ไทยกระจาย’ จึงตั้งหน้าเกี่ยงกันวุ่นวาย
“มึงซิ กำจรเพื่อนมึงไม่ใช่เหรอ กูอยู่คนละห้อง กูไม่เกี่ยวโว้ย” ไอ้เป้ชู้ดลูกให้ไอ้หนึ่ง ซึ่งมีหรือจะยอมรับง่ายๆ
“เอ็งแหละดีแล้ว ข้าตัวผอมบอบบางงี้ ช่วยไม่ไหวหรอก” เพื่อนหนึ่ง ฉายา ‘ไม้กระดานมหาภัย’ ชิ่งหลบ
“เออดี เพิ่งรู้นี่เองว่า เพื่อนมันรักข้าสุดใจขาดดิ้นกันทั้งนั้น พวกเอ็งไม่ต้องเถียงกันแล้ว ข้าไม่ได้เป็นอะไรซักหน่อย แล้วนี่ก็ตื่นเต้นอะไรกันนักหนาครับท่านอาจารย์ ผ้าที่ยัดเยียดให้เนี่ย เอาไว้ผูกตาเล่นซ่อนหาเหรอครับ?” กำจรมันเริ่มอ้อนอวัยวะเบื้องต่ำ
“ดู๊… ดู ปากคอมันซะบ้าง ไอ้เรารึเป็นห่วง กลัวพิษงูกระจายเข้ากระแสเลือด เกิดตายขึ้นมา แล้วจะพ้นมือชั้นมั้ยหา!” บิ๊กโอ่งตัวงี้สั่นเทิ้ม
“กระจายเข้ากระแสเลือดใครครับ? ใครจะมาตายแถวนี้เหรอครับ?” ยังอีกแน่ะ ยังไม่รู้ตัวอีกว่ากำลังแหย่หนวดเสือ ถึงกระนยั้นบิ๊กโอ่งยังใจเย็นกับมัน
“ก็งูกัดเธอไม่ใช่รึ? ยังมีหน้ามาถามอีก”
“งูกัด? ไม่นี่ครับ”
“อ้าว! ก็เธอบอกเองนี่นาว่างูกัด”
“เปล่าบอกนี่ ผมร้องว่างูเฉยๆ”
เออ… ก็ใช่ของมันจริงด้วยครับ นึกให้ดีแล้ว มันไม่ได้บอกซักหน่อยว่างูกัดมัน ทุกคนบังอาจเข้าใจผิดไปเองแท้ๆ
คราวนี้ผู้เป็นอาจารย์เองได้ประจักษ์ทักแท้แก่ใจว่า เสียท่าลูกศิษย์จอมกระล่อนเข้าให้แล้ว แต่จะยอมรับตรงๆ รึ ก็ดูจะเสียหน้ากันเกินไป ทางที่ดีจึงควรจะกัดฟันกรอดๆ คาดโทษเอาไว้แหละดีที่สุด
“ดีล่ะ โทษฐานของการหลอกลวงผู้ใหญ่ ให้เข้าใจผิดเล่นเห็นเป็นของสนุกครั้งนี้ คือเตรียมตัวทำความสะอาดรอบโรงเรียน กับบริเวณวัดในวันเสาร์ที่จะถึง ชั้นจะมาคุมเธอเอง นายมีเวลาวางแผนตุกติกได้อีกหลายวัน แต่คงยากว่ะไอ้ตูด!”
แม้บิ๊กโอ่งกลับไปแล้ว เราก็ยังมีความรู้สึกว่า มันไม่แล้วในใจจนกว่าจะซักให้หายสงสัย ต้องไต่ถามความจริงจนได้ความมาว่า
“ที่ข้าไม่อยากลงไปในบ่อ เพราะกลัวปลาดุกจะยักเอา ตอนลงไปจับเต่ามาเล่น ก็โดนไปทีแล้ว ยังปวดไม่หายเลยนี่ไง”
“เอ็งก็เลยโมเมแกล้งตะโกนว่างู หลอกอาจารย์เค้าล่ะซี”
“ก็ไม่เชิงว่ะ ข้ากะลังสองจิตสองใจคิดไม่ตกว่าจะเดินลงทางไหนดี บังเอิญมีอะไรลื่นเลื้อยผ่านข้อเท้าไป หะแรกก็คิดว่าเป็นงูแหละ ถึงได้กระโดดพรวดเดียวอย่างที่เอ็งเห็นไง ช่วงที่พวกเอ็งเอาแต่เกี่ยงกัน ข้าเลยได้สติ สำรวจตัวเองแล้ว คิดว่าน่าจะเป็นปลาไหลที่เขาเอามาปล่อยมากกว่าจะเป็นงูอย่างเข้าใจ”
“แล้วทำไม ไม่บอกความจริงอาจารย์ไปล่ะ ทำยักกะสายเล่นลิ้น จนถูกทำโทษเข้าจริงๆ สมน้ำมะหน้าเอ็งมั้ยล่ะฮึ?”
“เฮอะ นอนกระดิกตีนดูกระต่ายตื่นตูม มันส์กว่ากันเยอะเลย มีอารายอ๊ะเปล่า ทามแล้วซาบายจ่าย”
จำเลยฮัมเพลงหงุงหงิง ท่าทางจะสบายใจจริงๆ ซะด้วย ไม่เห็นจะต้องทุกข์ร้อนอะไรสักนิด
“ทุกข์ทำไม พรุ่งนี้ยังมาไม่ถึง เมื่อวานก็ผ่านไปแล้ว วันนี้สบายใจดี เรื่อง’ไรจะทุกข์”
กำจรเป็นปลากระดี่ได้น้ำโพลาริสได้ไม่เท่าไร ก็ถึงแก่อาการหน้าแตกเว่อ ต่อหน้าธารกำนัลกลุ่มโต จนต้องหลบเลียแผลใจไม่กล้าไปเรียนเป็นอาทิตย์
สาเหตุเหรอครับ อย่าเพิ่งเซ้าซี้ให้ผมเล่าตอนนี้เลย รู้สึกจะสำเร็จยากอยู่นา เพราะผมกะจะ ‘เม้ม’ ทีเด็ดเอาไว้เป็นจุดไคลแมกซ์ของเรื่องนะซีครับ อดใจสักนิดติดตามอ่านไม่นานหรอก เอาแค่อึดใจพระพุทธก็แล้วกัน รับรองว่ามันยิ่งกว่ากินแห้ว ไม่งั้นผมจะกล้าเอาหัวของกำจรมาประกันรึ?
นอกจากจะสั่งทำโทษแล้ว บิ๊กโอ่งในฐานะโจทย์ผู้ยิ่งใหญ่ ยังนำความมาบอกกล่าว ให้ท่านมหาเสริมบุญได้รับรู้เพื่ออนุโมทนาในผลงานครั้งนี้ด้วย
“นี่แหละครับผลจึงต้องทำโทษเพื่อให้เข็ดหลาบซะบ้าง มิฉะนั้นจะกำเริบ ทำเรื่องไม่หยุดหย่อน ผมกราบเรียนให้ท่านรับทราบเอาไว้ วันเสาร์ที่จะถึง ผมจะมาสั่งการเอง”
“เต็มทีละคุณโยมเอ้ย เด็กมันกำพร้าแม่ตั้งแต่เล็ก เหลือพ่อก็มัวทำมาหากินอยู่ที่โคราชโน่น ไม่มีเวลาดูแล กลายเป็นวัวเขาเกกอยู่นาน กว่าจะส่งถึงมืออาตมามันก็เป็นไม้แก่ดัดยากไปซะแล้ว นี่ก็คอยกระหนาบมาตลอดนะ ทั้งไม้นวมไม้แข็ง เล่นทั้งอนุโลม ปฏิโลมมาแล้วทุกวิธี จะเว้นอยู่ก็แต่การโอ้โลมเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่กิจของเพศบรรพชิตจึงยังไม่ได้ลองดู นี่ก็คิดอยู่ว่า ถ้าการร่ำการเรียนมันไปไม่ไหวจริงๆ จะเอามันออก มาตั้งบริษัทให้มันบริหารงานดูสักตั้ง”
“บริษัทอะไรหรือครับท่าน?” คนถาม ถามแบบไม่ค่อยแน่ใจว่าคนคิดไอเดียนี้ สติยังอยู่กับสตังดีรึเปล่า
“บริษัทก่อเรื่องทั่วราชอาณาจักรไงล่ะคุณโยม” คราวนี้คนฟังค่อยโล่งหัวอก สีหน้าจึงแช่มชื่น พลอยยิ้มออก ซ้ำยังพยักพเยิดส่งเสริมอุตสาหกรรมการ ‘เผา’ ด้วยความเต็มใจ
“ดีขอรับ ถ้าจะดีหนักขึ้นต้องโน่นเลย ส่งไปวิ่งล่อเป้าแถวชายแดนลาว เขมรหรือเวียตนาม น่าจะเหมาะกับอุปนิสัยที่สุด
“อยู่ในวัดแท้ๆ แม้แต่จำวัดหลบในกุฏิ ก็ใช่ว่าจะสงบสุขนะคุณโยมอาจารย์เอ้ย… มีแต่เรื่องร้อนหู ร้อนใจไม่เว้นแต่ละวัน เมื่อวานซืนนี้ก็เพิ่งฟาดด้วยไม้ตะพดไปแหม็บๆ วันนี้ทำเรื่องใหม่อีกแล้ว เด็กอาไร้…ชอบเล่นพิเรนทร์ ร้ายกาจอย่างนี้ก็ไม่รู้”
การสำเร็จโทษด้วยอาวุธประจำตัวของท่าน ‘ลี้กิมเสริม’น่ะ ไม่ใช่เกิดขึ้นครั้งเดียวคราวที่สองหนุ่มพี่น้อง คบคิดหลอกผีพระสมชายหรอกครับ มันเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นแผ่นเสียงตกร่องอยู่อย่างนั้น มองไม่เห็นทางเลยว่า เมื่อไรจะถึงจุดจบได้ซักที คงต้องรอจนกว่าน้ำท่วมหลังเป็ดซะแล้วล่ะ
“มันเล่นงานจน ไอ้โกร๋นหมาหนังกลับวิ่งเตลิดออกนอกวัด ไปไกลถึงไหนเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่รู้เหมือนกัน เกือบอาทิตย์แล้วยังไม่กลับมาวัดเลย” ท่านมหาส่ายหน้า เอนอิงพิงหลังลงกับหมอนขวานพลางจิบชาช้าๆ รำลึกย้อนเหตุการณ์ไปถึงวันนั้น…
อันว่าอีด่างกับไอ้โกร๋น เป็นหมาคู่หูตัวเมียที่แสนสะหวีดหยด จนเป็นที่เล่าลือ มันคลอเคลียกันไม่ยอมห่างหายจากสายตาซึ่งกัน และกัน เห็นอีด่างย่อมเห็นไอ้โกร๋น และในทางกลับกัน หากมีไอ้โกร๋นอยู่ที่ไหน ย่อมมีอีด่างอยู่ใกล้ๆ ที่นั่น
และแล้ว วันที่ไอ้โกร๋นจำต้องพลัดพรากจากคู่ตุนาหงัน ก็มาถึงการเกิดเป็นหมา ก็ใช่ว่าจะไม่เจอกับทุกข์ ‘ทุกข์ซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็น’ เหตุมันเกิดเพราะคนปากไม่อยู่สุขอย่างอำนวย ดันเอ่ยปากแสดงความชื่นชมเอ็นดูคู่หมาตัวอย่างให้เข้าหูกำจรเข้า
“เกิดจากท้องพ่อท้องแม่ ข้าก็เพิ่งเคยเจอหมาซื่อสัตย์ รักเมียเป็นชีวิตจิตใจอย่างไอ้โกร๋นนี่แหละ มันคงเจียมตัวว่ารูปไม่หล่อ แถมพ่อไม่รวย ดันมีเมียสวย เลยพะเน้าพะนอเอาใจไม่ห่าง เห็นแล้วอิจฉาชะมัดเตี่ย”
คนอิจฉาหมานี่ มีจริงๆ นะเออ ทำเป็นเล่นไป
“ก็งั้นๆ ข้าเชื่ออยู่อย่างว่า สัญชาตญาณตัวผู้น่ะไม่ว่าคนว่าสัตว์ หาความสัตย์ซื่อแท้จริงนั้นยากว่ะ มันอดไม่ได้หรอก ต้องหาเศษหาเลยมั่งล่ะ”
กำจรมันดูแคลนน้ำใจ แต่อำนวยไม่ยอมแพ้
“ทำไมจะไม่มี ที่รู้นะ มีนกกะเรียนอยู่ชนิดนึง เขาว่ามันรักเดียวใจเดียว ถึงขนาดที่ว่า ถ้าคู่มันตายจากไป มันจะครองตัวเป็นโสดโดดเดี่ยว ไม่วอแวกับตัวใหม่อีก จนกว่าจะตายตาม”
“นั่นมันนก แต่นี่มันหมา”
“ก็เป็นสัตว์เหมือนกัน นกซื่อสัตย์ได้ หมามันก็ทำได้เหมือนกันแหละน่า”
“ไม่เหมือน”
“เหมือน”
“ไม่…”
“เหมือน”
“เฮ่ย! อย่าเถียงกันเลยว้า เอ็งไม่ใช่ไอ้โกร๋นซักหน่อยจะได้รู้ใจมัน” ผมขัดตาทัพ
“เอางี้” หลานชายจอมป่วนของท่านมหาหยุดต่อรอง “ถ้าไอ้โกร๋นทิ้งอีด่างล่ะ?”
“ไม่มีทาง ถ้าจริงข้าจะนอนให้เอ็งกระทืบ”
“แน่นะ?”
“แน่ซิ!”
“งั้นรอเดี๋ยว”
กำจรผละจากพวกเรา เดินลิ่วหายเข้ากุฏิไปพักใหญ่ แล้วออกมานั่งยองๆ ข้างไอ้โกร๋นที่กำลังนอนผึ่งแดดอ่อนรำไรในยามเช้า อวดผิวลุ่นๆ สีชมพูเข้มที่ปราศจากขนปกคลุม อยู่ใต้ต้นพิกุล แน่นอน… ต้องมีอีด่างอยู่ไม่ห่างกายเช่นเดิม
เราทุกคนพร้อมใจกัน จับภาพที่กำลังปรากฎต่อสายตาด้วยความใคร่รู้อยู่เพลินๆ ทันใดนั้นเสียงไอ้โกร๋นพลันโหยหวนขึ้นปานใจจะขาด ปลุกให้เราสะดุ้งตื่นจากภวังค์กระทันหัน
“เอ๋ง… เอ๋ง… เอ๋ง”
ร้องไม่ร้องเปล่า ยังดีดตัวขึ้นเผ่นโผนโจนทะยาน แบบชนิดที่ว่า ชีวิตนี้ขออุทิศให้กีบการวิ่งครั้งนี้ เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว
ผมมีความรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ สาบานได้!
“กำจร เอ็งทำอะไรหมาวะนั่น?”
“อ้าว! ก็พิสูจน์ให้ดูไงว่า ไอ้โกร๋นของเอ็ง มันทิ้งอีด่างไปแล้ว ทิ้งแบบไม่เหลียวหลังด้วย นอนลงให้เหยียบเสียดีๆ ข้าชนะแล้วโว้ย ชะเอิงเงย”
“แกต้องทำอะไรให้ไอ้โกร๋นมันแน่ ไม่งั้นคงไม่เตลิดเปิดเปิง วิ่งออกไปอย่างนั้น” อำนวยจับกลิ่นไม่ชอบมาพากลได้ตงิดๆ
“อย่าเบี้ยวน่า เอ็งเห็นเหรอว่าข้าทำอะไรมัน ไหนล่ะหลักฐาน ใบเสร็จล่ะมีมั้ย? แพ้แล้วอย่าชวนตี นอนลงซะดีๆ พูดง่ายๆ จะได้โตเร็วๆ ไอ้นายอำนวย!”
จอมวางแผนทวงเหย็ง ก็มันได้ทีขี้แพะไหลแล้วนี่ เอ้ยได้ทีขี่แพะไล่ แต่อำนวยหรือจะยอมง่ายๆ ไก่ยอมเห็นตีนงู และงูก็พร้อมจะเห็นตีนไก่ มันถือว่ามันก็ศิษย์มี ‘คุณ - คะ- รู’ เหมียนกันนะจะบอกให้
“เออน่า…เดี๋ยวก็รู้” อำนวยก้มๆ เงยๆ ดูบริเวณใต้ต้นพิกุลแห่งเดียวกับที่ไอ้โกร๋นนอนเสพบรรยากาศอันบรมสุข กับเมียรักอยู่ก่อนหน้านี้ ก่อนที่วิมานจะพังทลายหายวับไปกับตา
“เอ๊ะนี่มันตัวด้วงนี่นา ด้วงเขากวางเสียด้วย นอนหงายเก๋งอยู่ตัวว่ะ เฮ้ย… ในกรุงเทพฯ นี่ยังมีด้วงพวกนี้อยู่อีกเหรอว่ะ?”
เรากรูเข้าล้อมวง ดูด้วงตัวเขื่องซึ่งนอนหงาย ดิ้นกระแด่วๆ อยู่กับพื้นอย่างประหลาดใจ ตอนนี้มัวแต่ตื่นเต้นจนลืมเรื่องกรณีพิพาทไปสนิท แต่ยังพิจารณาไม่ทันได้ถี่ถ้วน ถึงที่มาที่ไปของด้วง ก็ต้องหันไปตามเสียงของกำจาย ซึ่งตะโกนโหวกเหวกเข้ามาขัดจังหวะกลางคันเสียก่อน
“กำจร แมงกว่างในขวดโหลหายไปไหนหมด ข้าอุตส่าห์ดั้นด้นไปซื้อถึงเจ.เจ.พลาซ่า เชียวนะเอ็ง” เจ.เจ.พลาซ่า ก็สวนจัตุจักรไงครับ อย่างเพิ่งงง “ข้าจะเอาไปประกอบรายงานชีววิทยาวันนี้เสียด้วย หายละก็ซวยตูแน่”
เจ้าของแมงกว่าง หรือด้วงเขากวางตัวจริง ชูขวดโหลเปล่าให้ดูอยู่ไหวๆ ตรงประตูกุฏิ
“กำจรอีกซะละมั้งขอรับท่าน คงไม่มีใครทำอะไรห่ามได้เท่ามันอีกแล้ว” เสียงบิ๊กโอ่ง ทำลายความเงียบขึ้น ปลุกท่านมหาให้ตื่นจากภวังค์ความคิด น้ำชาเย็นชืดไปแล้ว จึงต้องเททิ้งแล้วรินใหม่
“ฮือ…” ศิษต์คถาคตถอนหายใจยาว “มันโกยด้วงเขากวางไปแปะบั้นท้ายไอ้โกร๋นไปหมดโหล เล็บไอ้พวกนี้มันทั้งแหลมทั้งคมอย่างนั้น ตะปบที่เดียวก็ติดหนับเหนียวแน่น แกะออกง่ายเมื่อไหร่ล่ะ แล้วอะไรจะไปครณาเล็บมันได้เล่าคุณโยมอาจารย์… เฮ้อ…!”
เล่ามาถึงตรงนี้ ขอเวลานอกหยุดทำใจหน่อยได้มั้ยครับ เสียวบั้นท้ายน่ะครับ แฮ่ๆ
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com