การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

ตอนที่ 8 คนดวงเดือด by แก๊งขาสั้น

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
12 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#478]

ตอนที่ 8 คนดวงเดือด

 

     พักเรื่องราวของเด็กมอปลายสักครู่ก่อนดีกว่า หันมาดูพฤติกรรมหนุ่มเหน้าชาวมหาวิทยาลัยกันบ้าง เป็นเมนูเด็ดใช้เรียกน้ำย่อยคุณผู้อ่าน ถือว่าเป็นการชิมลาง ชอบไม่ชอบยังไง ติชมกันมานะครับ

     คุณครับ…เคยบ้างมั้ย ที่ต้องจำใจตัดไมตรีกับใครสักคน ทั้งๆที่เขาแสนดี มีน้ำใจ ให้ความรักกับเราเต็มที่ ไม่มีเคลือบแคลง แต่คบแล้วเราจะหมดความเชื่อมั่น ไม่แน่ใจในชะตาชีวิต และอายุขัยตัวเองว่าจะรอด ปลอดภัย ยืนยาวแค่ไหน

     นายปอ นกแสก ผู้มากับฉายา “เข้าที่ไหนทุกคนซวยหมด” คือมนุษย์คนนั้น ผู้มีโทษสมบัติตามที่เกริ่นนำมาแต่ต้น ครบถ้วนทุกประการ

     เคยมีคนถามความหมายของชื่อมัน เหมือนที่ผมกังขา แล้วก็วิพากษ์ไปต่างๆนานาว่า คงหมายถึง แมงปอ ต้นปอ หรือไม่ก็ปอเท่งทึงละมั้ง แล้วทุกคนก็ลงความเห็นว่า น่าจะเป็นความหมายประการหลังซะแน่แท้

     แต่อย่าไปสนใจเลยครับว่าเพื่อนคนไหน มีชื่อจริงว่ากระไร เพราะเราไม่เคยจำด้วยซ้ำ ถ้าไม่เรียกชื่อเล่นจริงๆ ก็ตั้งให้เองตามแต่จะพอใจ ส่วนใหญ่หนักไปทางชื่อบิดา มารดา บางครั้งเลยเถิดไปถึงบรรพบุรุษต้นตระกูล นัยว่าเป็นเครื่องวัดดีกรีความซี้ปึ๊ก ซึ่งกันและกันดีกว่าวิธีอื่น

     อยู่ว่างๆ ลองเอาชื่อเล่นของคนรู้จัก มาแปลเอาความหมายดูซักที เพลินดีนะครับ บางทีมีปัญหาแปลไม่ออกซะก็เยอะ

     คนชื่อนิด คงต้องตัวเล็ก จุ๋มจิ๋ม น่ารัก

     คนชื่อนุช นี่น่าจะหมายถึงหญิงสาวออกไปทางสวยๆ หน่อย

     เป้ เปเป้ ปูเป้ กล้อมแกล้มไปเลยว่า เป็นกระเป๋าสะพายหลัง หรือ ตุ๊กตาในภาษาฝรั่งเศษ

     คนชื่อตุ๋ย ปิ๋ม อ๋อน จิ๊ ก๋อย เนี่ยอธิบายอย่างไรดีน้า พอๆกับชื่อไอ้คุ่ย ซึ่งเปิดพจนานุกรมจนมือหงิกงอก็แปลไม่ได้

     คงมีกำจรเท่านั้นที่อธิบายชื่อตัวเองได้อร่อยเหาะกว่าใคร

     กำ เก๊าะ คือ กำหรือจับให้แน่น จร เก๊าะเดินไป รวมสองคำเป็นกำจร จึงหมายถึง เดินกำไปเรื่อยๆไง “

     คนแปลความ ทำเสียงอ่อนเสียงหวานล้อเลียน

     กำอะไร? “ ไม่สงสัยก็บ้าแล้ว

     อยากกำอะไรก็กำไปเซ่ ไอ้บ้า “

     ไรวะ “

     คนตอบตอบแบบไม่ใส่ใจ แต่คนถามยืนเกาหัว คิดไม่ตกว่าจะเลือกเอาข้างไหน ระหว่างเข้าใจหรือไม่เข้าใจ อันไหนจึงเข้าท่ากว่ากัน

     ชื่อเล่นอันเป็นฉายา ที่มาจากเพื่อนในก๊วนตั้งให้นั้น ช่างสะทกสะเทือนความรู้สึกยิ่งนัก โดยเฉพะฉายาของอาจารย์ประจำวิชา ฟังแล้วเฮฮาอารมณ์ดีเสมอ

     หยั่ง “ ป้าเค็ม” งิ ชื่อเล่นก็สื่อให้รู้ถึงความเหนียวแน่นเรื่องคะแนน ประมาณว่ามหาสมุทรเรียกคุณทวดนั่นเชียว

     น้าอังโกะ “ชื่อออกญี่ปุ่น แต่สอนภาษาอังกฤษ บ่งบอกถึงความคิขุอาโนเนะ น่ารักเหมือนตัวจริง

     แล้ว “ ยายจืด “ ล่ะ ขานี้เดาใจเธอไม่ถูกว่ากำลังอยู่ในอารมณ์ยินดี หรือยินร้าย อยู่ในภาวะเป็นกลาง ไม่เป็นกรดหรือไม่เป็นด่าง เพราะสีหน้าเธอราบเรียบตลอดเวลา เห็นทีไรกลุ้มทุกที

     อาจารย์ท่านใดทำบุญมาน้อย มีเวรมีกรรมได้มาสอนพวกผมละก็ ล้วนแล้วแต่มีชื่อนอกทะเบียนสมรส เอ้อ…ทะเบียนสำมโนครัวประชากรแห่งชาติทั้งนั้นแหละ

     บางรายได้ชื่อเทียบรุ่นดารา หรือนักร้อง เพราะบุคลิกไม่ใช่ก็ใกล้เคียง อาทิ “คุณยายวรนาถ” รายนี้สวยไม่ประหยัด สวยตลอดเวลา แป้งหนึ่งตลับ ลิปสติกแท่ง เธอใช้ไม่เคยครบเดือน

     “เด็บบี้ บาซู” แค่ชื่อก็คงเดาออกว่า ผมเผ้าทรงอะไร ชื่นชอบเพลงประเภทไหน

     สามารถร้องได้ทุกเวลา ที่ล้ำหน้าเด็บบี้ตัวจริงคือ เธอร้องและเต้นคล่อมจังหวะ จนนักดนตรีต้องล้มวง

     “เจ้าแม่หกขามหาประลัย” ฉายาครูสาว เจ้าระเบียบที่บังเอิญขาเจ็บต้องใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน แต่ยังคงไว้ซึ่งระเบียบวินัย กล้าหาญมั่นคง ตามล้วงตามเช็คบิลบรรดาศิษย์จอมขี้เกียจทั้งหลาย เห็นเธอเขยกมาทางไหนเราจะแตกกลุ่มเป็นดาวกระจายคนละทางทันที

     ฉายาสุดท้าย เกิดใหม่ถอดด้ามไม่กี่เดือนคือ “ชูวิทย์” เรามอบให้อาจารย์ผู้มีอุปนิสัย จูจี้ ขี้บ่น จับผิด และแน่นอน เธอติดอันดับ “จอมแฉ” พฤติกรรมลูกศิษย์ ไม่แพ้คุณชูวิทย์

     ผมเรื่อยเปี่อย เกาเหลาหมูตุ๋น ถึงฉายาอาจารย์ที่ควรเคารพมาซะนาน ย้วยเข้าเรื่องดีกว่า

     นายปอเพื่อนผมคนนี้ ทุกคนรังเกียจที่จะให้มันเข้ากลุ่มทำกิจกรรมทุกชนิด หลังจากที่มันทำให้พวกเราเข้าถึงสัจธรรมว่า เข้าที่ไหนทุกคนซวยหมด

     ถ้าไม่ยกตัวอย่าง คุณก็จะหาว่าผมเป็นโรคสะตอ(แหล)ลงตับ และตัวอย่างต่อไปนี้คือต้นเหตุของฉายา “ปอ กุมารทอง”

     กาลครั้งโน้น ชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติที่เราเป็นโต้โผใหญ่ จัดกิจกรรมรับน้องชมรมฯ ที่หาดวนกร จ.ประจวบคีรีขันธ์นู้น

     ก็… คึกคักสุดขีดกันล่ะครับ ได้เปลี่ยนบรรยากาศ ได้เที่ยว ได้ใช้อำนาจบาตรใหญ่กับน้องๆ ในฐานะพี่ซีเนียร์ ที่แอบแฝงอย่างกระเหี้ยนกระหือรือคือ ได้โอกาสใกล้ชิดกับน้องที่แอบปลื้ม แอบหมาตายหมายตากันไว้ก่อนหน้า

     จุดประสงค์หลักคือ การละลายพฤติกรรมด้วยกิจกรรมหรือเกมอะไรก็ได้ ที่ทำให้ทุกคนปล่อยทุกอย่างให้เป็นไปโดยธรรมชาติเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด

     ไม่มีอะไรจะทำให้คนเป็นตัวของตัวเองได้มากที่สุดเท่ากับการเล่นเกมที่ทุกคนมีส่วนร่วม เราให้ชื่อเกมแรกว่า “การทดสอบประสาทสัมผัสด้วยปลายลิ้น” อย่าคิดมากครับ พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ เกมการลิ้มชิมรสนั่นแหละครับ

     หัวค่ำเรามีขนม ผลไม้ น้ำหวาน ลูกอมรสต่างๆ ให้น้องปิดตาแล้วเราบรรจงป้อน เพื่อบอกให้ได้ว่า สิ่งที่กำลังลิ้มรสนั้นคืออะไร ตอบถูกก็มีรางวัลเล็กๆ น้อย เป็นของที่ระลึก ตอบไม่ถูกให้ร้องเพลงบ้าง สารภาพรักพวกเราบ้าง ได้เฮฮาถูกใจบรรดาพี่หัวงูทั้งหลาย ไม่ช้าไม่นาน ที่ขัดเขิน เหนียมอาย ก็เริ่มเจรจาพาทีมากขึ้น

     เกมดำเนินไปพอหอมปากหอมคอ ให้น้องแยกย้ายกันไปพักผ่อนเวลาข้างหน้ายังอีกหลายวัน เดี่ยวน้องจะรู้แกว การแหวกหญ้าให้งูตื่นมิสมควรทำอย่างยิ่ง

     น้องไปพัก แต่ราตรีนี้ยังเยาว์นัก พี่จึงประชุมวางแผนที่จะทำพรุ่งนี้ไปพร้อมน้ำย้อมใจ เราไม่ต้องปิดตาบรรจงป้อนแล้ว แต่เราซดกันเพียวๆ บ้าง ผสมมิกเซอร์บ้างตามอัธยาศัย นัยว่าสมองจะได้แล่นดี

     แต่ละคนก็แต่ละสูตร มีหลากหลายตั้งแต่

     เหล้าผสมน้ำเปล่า เป็นของไอ้เจษ

     เหล้าผสมโซดา ของไอ้อุ๊

     เหล้าเพียวๆ ไม่เติมโค้ก ของไอ้แม็ค

     เหล้าผสมโค้กกับโซดา, โซดาผสมน้ำแดง และโค้กเปล่าไม่ผสมเหล้า สุดแต่ใครจะคิดสูตร วางเงื่อนไขให้เพื่อนชง

     ไอ้ปอก็มีสูตรของมันคือ โค้กเพียวๆ ผสมน้ำแข็ง เมื่อเป็นเช่นนี้จึงค่อนข้างนอนแน่เป็นแช่แป้งว่า มันไม่เมา ขณะที่พวกเราเมากันมิใช่น้อย ความหมายก็คือ…เมามาก… แหละครับ

     เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพแจ่มชัด ผมให้รายละเอียดของแผนผังที่พักนิดนึง การติดตามเรื่องราวจะได้สนุกมีรสชาติมากขึ้น

     ที่พักของเราเป็นเรือนแถว ยกพื้นสูงประมาณ 1 เมตร แบ่งเป็น ปีกซ้าย และขวา กั้นเป็นห้องพักโล่งกว้าง จัดเตียงสองฝั่ง หันเท้าชนกันประมาณ 20 เตียง เหมือนโรงนอนทหาร มีบันไดขึ้นลงเตี้ยๆ 3 ขั้น เรือนพักหันหน้าสู่ทะเล ด้านหลังเป็นห้องอาบน้ำรวมยาวเหยียด ข้างห้องอาบน้ำ เป็นห้องสุขาติดกันสิบกว่าห้อง

     หลังห้องสุขา เป็นรั้วหนามสูงประมาณหน้าอก มองเห็นแนวสนทะเลปลูกไว้ร่มครึ้มเป็นฉากหลัง

     ด้านซ้ายของเรือนพักห่างออกมาเป็นอาคารชั้นเดียว โล่งๆ วางโต๊ะสนาม ซึ่งเป็นโต๊ะยาวตรงกลาง สองข้างเป็นที่นั่ง ใช้เป็นโรงอาหาร หรือดัดแปลงเป็นเวที และใช้ทำกิจกรรมอื่นๆ ได้แบบอเนกประสงค์ เจ้าของร้านอาหารละแวกนั้นให้ข้อมูลว่า อาคารต่างๆ ที่เห็นเป็นที่พักเพื่อฝึกงาน ของนักศึกษาคณะวนศาสตร์มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งของรัฐ ช่วงไหนที่สถานที่ว่าง ก็เปิดบริการให้เช่าเหมือนที่เราใช้บริการคราวนี้

     กำลังได้ที่ ไอ้ปอก็ลุกออกจากโต๊ะ ถอยมายืนหลังผม ซึ่งนั่งตรงข้ามไอ้โอ๊ก ปิดปากหาว”

     นอนเหอะ ดึกแล้ว”

     เออ… ดีเหมือนกัน พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้า” ผมเออออ… เพราะมึนหัวเต็มแก่

     “อ้าย…ย…ปอ…อ…มึงเปลี่ยนทรงผมตั้งแต่เมื่อหร่าย…ย…วะนั่น”

     ไอ้โอ๊กตั้งข้อสังเกต เสียงอ้อแอ้ แก่ดีกรี

     “อยู่ดีๆ เสือกไว้ผมจุก นุ่งเตี่ยวแดน ยืนพุงพลุ้ยเสื้อเก๊าะ…ม่ายส่าย…” เพราะ

     ประโยคนี้ ทุกคนจึงสามัคคีเงยหน้ามงไอ้ปอพร้อมกัน

     “ไม่เห็นมีอะไรนี่หว่า มึงเลิกอำเหอะว้า ไป…อาบน้ำนอนดีกว่า” ไอ้อุ๊สรุป

     “เออ… นอนก็นอน… แต่ซุปเปอร์แมนจาปายชิ้งฉ่องก่อน…เอิ๊ก…”

     การสำแดงอภินิหารของผีซุปเปอร์แมนยามเข้าสิงไอ้โอ๊กคือ ยืนบนพนักพิงม้านั่ง ริมระเบียงหอพัก แล้วปล่อยปัสสาวะลงมาชั้นล่าง

     คืนนี้ไม่มีใครกุลีกุจอช่วยมันรูดซิป และพยุงตัวไม่ให้มันหล่นจากตึกสูงของหอพัก

     อย่างที่เคยปฏิบัติ เพราะที่พักเป็นเรือนแถวชั้นเดียว อย่างที่ผมบอกแต่ต้น มันจะทำฤทธิ์ ทำเดชด้วยวิธีไหน พื้นทรายรอบบริเวณนั้น ทำมันได้อย่างมากก็แค่แผลถลอกเล็กๆ น้อยๆ หากจะแถมอาการเคล็ดยอกอีกหน่อย ทุกคนก็ยินดีสนับสนุน ป่วยการขัดใจก็เลยปล่อยไปคนเดียว เรื่องเมาแล้วซ่าของไอ้โอ๊ก ผมจะนำมาเล่าในตอนหลังนะครับ

     เราช่วยกันเก็บข้าวของเพื่อเตรียมตัวอาบน้ำนอนได้สักพักก็มีใครสักคนเริ่มเอะใจ

     “ไอ้โอ๊กไปนานแล้วนะโว้ย ตามไปดูที รึตกบ้านหัวทิ่มทรายตายแล้วละมั้ง”

     “ข้าไปเอง” ไอ้ปออาสา มิช้ามินานไอ้ปอก็เลิ่กสั่กกลับมา

     “เฮ้ย!ช่วยกันยกไอ้โอ๊กหน่อย ข้าคนเดียวไม่ไหว”

     เราถลันตามไอ้ปอไปติดๆ แทบไม่คิดชีวิต

     ไอ้โอ๊กเหรอครับ ร่างกายไม่มีอะไรบุบสลาย แต่ยืนแข็งทื่อหันหน้าเข้าป่าสน มือกุมเป้ากางเกงที่เปียกโชก ตาค้างเฉยอยู่คนเดียวข้างห้องสุขาริมสุด

     หลังปฐมพยาบาลจนฟื้นคืนสติ ไอ้โอ๊กเล่าว่า มันเห็นไอ้ปอนุ่งผ้าเตี่ยวสีแดงผืนเดียว ยืนเท้าสะเอว แก้มป่อง ตาแดงก่ำมองมันอย่างไม่พอใจ

     “กูยังนึกในใจว่าไอ้ปอเล่นเกมแต่งแฟนซี แต่ไม่เข้าใจว่ามันโกรธกูเรื่องอะไร ไม่ทันถามก็ปวดฉี่ซะก่อน พอไปถึงกูเปิดประตูไม่ไหว กะจะปล่อยข้างส้วมซะหน่อย ผิวปาก รูดซิป กะลังสบายๆ ก็เลยกวดสายตามองผ่านรั้วลวดหนามเข้าไป มึงรู้มั้ยว่ากูเห็นอะไร?”

     เรายักไหล่ เบะปาก

     “พม่านุ่งโสร่งกลุ่มใหญ่ ถือดาบสองมือฟันกันสนั่นป่า กูยังไม่เก็ทโว้ย จนอีหม่องหยุดฟัน หันมาแสยะยิ้มกับกูนั่นแหละ ถึงรู้ว่าถูกผีพม่าหลอก”

     “ทำไมไม่รีบวิ่งมาบอก จะได้ไปช่วยดูอีกแรง”

     ฉี่กูยังเบ่งต่อไม่ไหว เอาแรงที่ไหนมาวิ่ง เพราะมึงเชียวไอ้ปอ เสื้อผ้ามีตั้งเยอะแยะไม่เลือกซะอย่าง เสือกแต่งเป็นกุมารทอง กูถึงได้ซวย”

     แฟนซงแฟนซีอะไรของเอ็ง ไม่เห็นจะรู้เรื่อง เมาแล้วตาฝาดมั่วนิ่ม!” ไอ้ปอฉุนขาด ผมเลยไกล่เกลี่ย

     “คนเก่าแก่เขาเล่าว่า ตรงนี้เฮี้ยน เพราะเป็นสมรภูมิรบของพม่ากับไทย มีศาลเจ้าที่อยู่ตรงปากทางเข้านู้น ใครมาก็จุดธูปบอกกล่าวกันก่อน เอ็งมัวแต่กินเหล้า ยังไม่ได้ไหว้ละซีท่า”

     เออ” มันสารภาพ “แต่กูสาบานได้ว่าไม่ตาฝาดชัวร์ ตอนพวกมึงยกกูมาทั้งยืน อีหม่องพม่า ยังยักคิ้วให้อีกแผล็บเลย กูรู้ตัวตลอด แต่กูพูดไม่ออกเอง ทีหลังกูไม่กินเหล้ากะมึงแล้ว ไอ้ปอ”

     “แม่ง… ใครเป็นอะไรก็ลงมาที่ข้าทุกที” ไอ้ปอกระฟัดกระเพียด

     เพื่อย้ำว่าไอ้โอ๊กพูดถูก และไอ้ปอแน่ๆ ที่ “เข้าที่ไหนทุกคนซวยหมด” ตัวจริงเสียงจริง ติดตามเรื่องราวต่อไปเถอะครับ แล้วจะทราบคำตอบ

     คืนนั้นเป็นอันว่าพวกเราเกือบไม่ได้นอน กว่าจะปลอบไอ้โอ๊กให้หายพร่ำพรรณนา แสงอรุณก็ทอแสงส่องฟ้าเสียแล้ว

     งีบไปไม่ถึงชั่วโมง ก็มีรายการข้ามเกาะ ไปปีนเขา ลอดถ้ำพระยานครกัน บ่ายกลับที่พัก น้องๆ เล่นน้ำทะเล แต่เราหมดแรง จึงหลบมุมแอบเล่นซ่อนตาดำเติมพลัง ถึงจะอดเห็นของสวยๆ งามๆ แกล้มสายตา แต่ไม่เป็นไร คืนนี้ยังมีโปรแกรมเด็ด

     ตามแผนที่วางไว้ คือประมาณ 1 ทุ่ม เราจะพาน้องเล่นเกมสะกดรอย ก็เหมือนเกมเดินทางไกลของลูกเสือนั่นแหละ โดยแบ่งน้องเป็นกลุ่มเล็กๆ 3-5 คนมีเราเป็นพี่เลี้ยงกลุ่มละคน ช่วยหาสิ่งของวัตถุ ที่วางไว้ตามจุดต่างๆ จากคำสั่งในกระดาษ หรือเครื่องหมายที่วางไว้เป็นที่สังเกต จุดหมายปลายทางพบกันอีกครั้งคือ ริมหาดชายทะเลที่มีบาร์บิคิวซีฟูดร้อนๆ รอต้อนรับ พร้อมกิจกรรมสนุกรอบกองไฟ

     ผมปล่อยแถว ที่จุดเริ่มต้นหน้าเรือนพัก ทุกกลุ่มเริ่มออกเดินทางตามโพย เพื่อความตื่นเต้นเร้าใจ เราตกลงกันว่า เป้าหมายที่ต้องหานั้น รู้กันเฉพาะผมกับเพื่อน 2-3 คน ที่จัดเตรียมกิจกรรมเท่านั้น

     เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ผม… ไอ้เจษ… ไอ้โอ๊ก จึงย่างบาร์บิคิวรอเพื่อนตามจุดนัดหมาย

     “ไอเดียมอมหน้า พลางตัวด้วยชุดร.ด.เนี่ย ใครคิดวะ?”

     ไอ้ปอ…มันบอกว่าอยากได้บรรยากาศไปค่ายร.ด.ตอนม.ปลาย น้องๆ ดูแล้วน่าเชื่อถือ เท่าไรแล้วที่แค่ให้น้องแต่งชุดสีเข้ม ไม่ใช่ชุดร.ด.อย่างพวกพี่หัวหน้ากลุ่ม” ผมตอบไอ้เจษ มีไอ้โอ๊กออกความเห็น

     “มันเป็นอะไรของมันวะ เดี๋ยวกุมารทอง เดี๋ยวชุดทหาร กูละเสียวสันหลัง”

     “มันจะเป็นอะไรเล่า อยากให้สมจริงสมจังก็แค่ข่มขวัญน้องๆ มั้ง”

     ไอ้เจษเขี่ยถ่านให้หน้าเรียบเสมอกัน โรยขี้เถ้าบางๆ แล้วพลิกไม้บาร์บิคิวที่เริ่มส่งกลิ่นยั่วน้ำลาย

     ชิมเอาฤกษ์ก่อนสักไม้สองไม้เนี่ยผิดกฎของลูกเสือมั้ย”

     “กินไปเถอะแม่ครัวเตรียมให้หลายร้อยไม้ ไม่พอก็มีข้าวต้มทะเล ให้อีกรอบตอนดึกๆ” ผมบอกไอ้โอ๊กเพราะเริ่มหิว

     ภาพไม้เสียบบาร์บิคิวกินแล้วรวมกันกองโตในถาดรอทิ้ง ชามข้าวต้มทะเลซ้อนกันในกะละมัง รอแม่ครัวทำความสะอาด พวกเราเหล่าชายหญิงที่จับคู่นั่งคุยกันก็หลายคู่ ที่ไม่มีคู่ก็เล่นกีตาร์ ร้องเพลงรอบล้อมกองไฟรอไอ้ปอกับสมาชิกในกลุ่มที่ยังมาไม่ถึงไปพลางๆ

     “สามทุ่มแล้วนะโว้ย ไอ้ปอยังไม่มาเลย ช้าชิปเป๋ง”

     “เดี๋ยวก็มาน่า… ของกินยังมีอีกเยอะ ไม่กินก็ร้องเพลง ไม่ร้องก็โน่น ช่วยน้องก่อปราสาททรายเล่นไปก่อนไป๊ไอ้แม็ค”

     “อย่าบอกนะว่า มันพาน้องเขาไปตกระกำลำบาก หลงทางกลับมานี่ไม่ถูก” ไอ้โอ๊กยังไม่หายระแวง แม้จะไม่ใช่แต่ก็ใกล้เคียงล่ะครับ

     ก่อนห้าทุ่มเล็กน้อย เสียงเอะอะของคนปนเสียงเห่าของหมาดังขึ้น เมื่อแสงไฟจากหน้ารถยนต์สว่างจ้าลัดเลาะมาตามริมหาด แล้วหยุดลงใกล้พวกเรา มีเสียงไอ้ปอล้งเล้ง

     “เห็นมั้ย ผมบอกแล้วว่ามาทำกิจกรรมกับเพื่อน ไม่ใช่สายลับสายสืบอะไร น้องๆ เขายืนยันก็ไม่ฟังเสียง”

     “เอาน่า ถ้าเป็นจริงก็ไม่ว่ากัน แต่ทีหลังก็ระวังมากกว่านี้หน่อย ถึงจะเป็นการซ้อมรบของนักศึกษาวิชาทหารเค้า น้องก็ไม่ควรไปยุ่มย่ามในยามดึกดื่น ซ้ำทำร้ายครูฝึกซะอีกเนี่ย เขาไม่ยิงเอาก็บุญแล้ว”

     โห… ไอ้ปอสร้างวีรกรรมอีกแล้วครับท่าน

     เรื่องของเรื่องก็คือ กลุ่มไอ้ปอ เดินอีท่าไหนไม่รู้หลังมะงมมะงาหราไปสักพักก็เป๋ออกนอกเส้นทาง ไปแจมกับนักศึกษาวิชาทหารที่บังเอิญมาเข้าค่ายฝึกอยู่ใกล้เรือนพักโดยมิได้นัดหมาย

     เดินมาดีๆ เจอครูฝึกออกตรวจตราตามหน้าที่เวรยาม เป็นธรรมดาที่เขาต้องถามว่า “นั่นใคร?” ไอ้ปอย้อนศรเลยครับ

     “พ่อมึงไง”

     “ไอ้หนู… ระวังปากไว้บ้าง ถามดีๆ ก็ตอบดีๆ มาจากไหนละนี่”

     คนถามต้องการรู้ว่ามาจาก กองไหน ครับ เพราะคิดว่าเป็นนศท.

     รู้แล้วยังมาถามอีก มาจากกรุงเทพฯ ด้วยกันแท้ๆ”

     “อย่างนี้ต้องดูหน้าซะหน่อย โอหังดีนัก” ว่าพลางกดไฟฉายกระบอกเขื่องส่องหน้า เอื้อมมือดึงหมวกแบเร่ต์ออกจากหัวตัวต้นปัญหา คนทำไม่ทราบหรอกครับว่า ไอ้ปอเป็นโรคบ้าจี้ แบบตาต่อตาฟันต่อฟัน คือใครตบมัน มันตบตอบ ใครจับมัน มันก็จับตอบ เมื่อเป็นอย่างนั้น มันจึงดึงหมวกฝ่ายตรงข้ามบ้าง

     ผลแห่งการเข้าใจผิดกัน เลยเกิดการพันตูกันขึ้น ท่ามกลางเสียงหวีดว้าย ของน้องหนู

     เฮ้ย! กองร้อยนี้มีนศท. หญิงมาด้วยเหรอวะ”

     เป็นนักศึกษาหญิงค่ะ ไม่ใช่นักศึกษาทหารหญิง”

     กว่าจะรู้อะไรเป็นอะไร ไอ้ปอเป็นฝ่ายน่วมอ่วมอรทัย งานนี้เข้าทางปืนไอ้โอ๊กมัน

     “เป็นไงล่ะ ไอเดียมึงกระฉูดมั้ยล่ะ ใส่ชุดร.ด.เต็มยศไว้ข่มขวัญน้อง เกือบได้กินยำอีโอ๊บ แล้วติดคุกอีกกระทงแล้วมึง กูบอกแล้วว่า คบกะมึงจะซวยตลอด น้องๆ เข็ดมึงจนตายแหละ”

     “เออ…ข้ามันไม่ดี เกิดมาทั้งทีเอาดีไม่ได้ ถึงได้กำพร้ามาตั้งตะเกิดไง ข้านี่แหละเว้ย เฮ้ย! คนดวงเดือด เชือดคนดวงดับ อย่างแกไง ไอ้โอ๊ก”

     ท่าจะไม่ดีแล้วล่ะครับขอไประงับเหตุด่วนจี๋ ก่อนมีรายการ ดับดวงเดือดเพราะเพื่อนเชือดเพื่อน จบละกัน


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com