การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

จดหมายฉบับที่ 3 (ตอนที่ 3) by นมัสการภันเต

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
15 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#111]

จดหมายฉบับที่ 3 (ตอนที่ 3)

          เราเดินออกจากโรงแรม MAURYA PATNA ไปตามถนนท่ามกลางละไอหมอก...ทุกอย่างดูแปลกตาโดยเฉพาะบ้านเรือนกับการแต่งตัวของคนที่นั่น...ดูไกล ๆ สวยไปหมดไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับหรือสีสันของเสื้อผ้า แต่ถ้าเข้าไปดูใกล้ ๆ จะเห็นความ ‘สกปรก’ ชัดเจน...

          สามล้อถีบของอินเดียรูปร่างเหมือนบ้านเราเปี๊ยบ แต่ประดับประดาด้วยดิ้นทอง หรือลายผ้าสวย ๆ ระยะไปหมด...งามแบบลิเกยังไงยังงั้น...

          มหาแหมวเดินทอดน่องไปหน่อยเดียวก็เจอะลุงเชียรอยู่ตรงร้าน ‘กะหล่ำใจ’ คือร้าน ‘ชาใส่นมร้อน’ ที่มีดาษดื่นทั่วแว่นแคว้นอินเดีย...เพราะคนอินเดียชอบกินกะหล่ำใจเป็นชีวิตจิตใจทั้งประเทศ...และไอ้หนูของคุณยายไข่กำลังซดกะหล่ำใจแฮ่...อยู่ตรงนั้นพอดี...

          ‘ไอ้หนู’ ของคุณยายไข่มุกหันมาชักชวน ‘ทั่นมหา’ ให้ร่วมวงไพบูลย์ขณะที่เจ้าตัวถือถ้วยกะหล่ำใจกรุ่นไอร้อนอยู่ในมือ...

          “...ชาแขก...ไหมแม้ว?”

          “แน่ใจนะลุง...?” เราย้อนถามพี่ชายคุณนายทมมั่ง...ซึ่งลุงเชียรเลิกคิ้ว...

          “แน่ใจอะไร? ”

          “ว่าไม่จู๊ด...”

          “น้ำเดือด ๆ อย่างนี้ไม่เป็นไรหรอก...” ไอ้หนูวัยหกสิบกว่าของคุณนายไข่พูดจบยกถ้วย ‘กะหล่ำใจ’ ซดโฮกฮาก จนมหาแหมวกลืนน้ำลาย

          “ไม่มีกาแฟมั่งหรือลุง?” เราถามเพราะปกติ...เป็นคนค่อนข้างติดกาแฟ

          “แขกไม่นิยมกินกาแฟ...” พี่ชายคนโตของน้องคนกลางอย่างคุณเจ๊ทมส่ายหน้าปฏิเสธ... “ลุงถามแล้วกาแฟไม่มีว่ะ! ”

          ท่านมหาแหมวตัดสินใจทดลอง กะหล่ำใจ (ชาใส่นมร้อน) ของแขกด้วยการใช้ภาษา ‘ใบ้สากล’ ที่ใช้ได้ทั่วโลกด้วยการยกนิ้วชี้ขึ้นพร้อมกับพยักหน้า ในความหมายที่ว่า...

          “...ชาร้อนหนึ่ง...นะพี่บังจ๋า...”

          เจ้าของร้านกะหล่ำใจอินตะละเดีย โยกศีรษะหงึกหงักซ้ายทีขวาทีแบบที่เห็นบ่อย ๆ ในหนังแขกซึ่งหมายฟามว่า... ‘ตกลง’ หรือ ‘รู้แล้ว’พร้อมกับชี้นิ้วไปที่... แก้ว(ชนิดเดียวกับร้านกาแฟรถเข็นตามตลาดสดบ้านเรา) กับชี้ไปที่ถ้วยดินเผาที่วางซ้อนๆ กันตรงหน้า...เป็นเชิงถามว่า...

          “อีนี่นาย...จะให้ใช้อย่างไหนบรรจุดี? ”

          เราทำท่าลังเล...ด้วยนึกเหตุผลไม่ออกว่าทำไมร้านแขกจึงมีภาชนะบรรจุสองแบบให้เลือกใช้...แต่ท้ายสุดก็ตัดสินใจชี้ไปที่ ‘ถ้วยดินเผา’ เพราะเป็นชนิดเดียวกับที่ลุงเชียรถืออยู่ในมือ...

          “มันต่างกันตรงไหนหรือลุง?” เราหันไปถามพี่ชายคุณนายทม...หลังจากซดกะหล่ำใจสไตล์แขกที่มิต่างกับ ‘ชาฝรั่งใส่นมสด’ บ้านเราเท่าไหร่นักผ่านคอแล้ว

          “อะไรหรือ?” ลุงเชียรถาม

          “ไอ้ถ้วยที่เราถืออยู่นี่กับแก้วสไตล์ร้านกาแฟไอ้โตบ้านเรานั่นน่ะ...” มหาพยักพเยิดไปที่ภาชนะสองรูปแบบตรงหน้า

          “อ๋อ...” ไอ้หนูของคุณยายไข่ผู้กว้างขวางแห่งชุมชนบางซื่อ...วางมาดของ ‘ผู้รู้’ ก่อนสาธยาย...

          “อินเดียยังมีการถือวรรณะอยู่...ใครเคร่งเรื่องนี้ก็จะใช้ถ้วยดิน...เพราะพวกวรรณะสูงจะไม่ยอมใช้ของปนกับพวกวรรณะต่ำเด็ดขาด...”

          เท่ากับเป็นการไขข้อข้องใจทั้งปวงของมหาลง...

          “มิน่าล่ะ...” เราพยักหน้าหงึกหงัก... “ผมถึงว่าทำไมไอ้ถ้วยดินนี่มันถึงห่วยแตกพรรค์นี้...”

          ถ้วยดินเผาลักษณะของงาน ‘หยาบ’ ยิ่งกว่ากระถางดินเผาราคาถูกบ้านเราเสียอีกด้วยเหตุผลที่ว่า...

          “ใช้แล้วทิ้ง! ”

          ออกจากร้านกะหล่ำใจ...สองลุงหลานพากันทำตัวเป็น ‘พญาน้อยกับพญาใหญ่’ เดินชมตลาดแขก...ข้าวของที่วางขายล้วนแล้วแต่เป็นผลิตผลทางเกษตรเกือบทั้งหมด...พืชผักเขียวขจี...ทั้ง ๆ ที่มองเผิน ๆ แล้วรู้สึกว่าอินเดียออกจะเป็นเมืองที่ ‘แห้งแล้ง’ เมืองหนึ่งหรืออาจจะเป็นเพราะเรามาเยี่ยมเยือนช่วงหน้าแล้งก็ได้...

          “หยั่งพวกเราเนี่ย...ไปอยู่อินตะละเดียคงปื้มแย่...” ในวินาทีนั้นท่านมหาหยั่งเรานึกถึง ‘อีแก้ว’ ทโมนตัวรองของคุณนายทม เพราะอีนี่เป็นพวก ‘มังสะ’ คือล่อมังสะเพียว ๆ ไม่มีการ ‘วิรัติ’

          “หยั่งเอ็งนี่ต้องถือว่าเป็นศัตรูกะบิ๊กจิ๋ว...!” เราเคยพูดกะมัน...

          “ทำไมเฮีย?” มันย้อนถาม...

          “อ้าว...” เราทำท่าลากเสียง... “ก็เอ็งเป็นพวกต่อต้านอีสานเขียวไม่ใช่รึ...?”

          “อ๋อ...ชัวร์!” เจ้าตัวชอบแทะเม็ดกวยจี๊...จนท่าจะไปจีบลูกสาวโรงงานผลิตเม็ดแตงโมงไว้เป็นหุ้นส่วนหัวเราะ... “โทษทีนะป๋า...อย่างน้อยคนแบบแก้วถือว่าเป็นผู้ที่พัฒนาแล้ว...”

          “ทำไม?” เราถามต่อและมันให้เหตุผลได้น่า ‘เตะ’ สั่งสอน...

          “แก้วไม่ใช่งัวนี่จะได้กินแต่ผักแต่หญ้า...!”

          “ช่าย...เอ็งนะไม่ใช่งัวร๊อก...” เราอือออกะมันแต่ลงท้าย... ‘ฝังเขี้ยว’ หมับเข้าให้...

          “แต่เป็นพวกยักษ์มาเกิด...!”

          อีแก้วทำคอย่น...กับเรื่องนี้มันสิ้นทางเถียง เพราะแม่หนูอี๊ดของมันเป็นพยานหลักฐาน กับเป็นพยานปากเอกชั้นเลิศ...

          “ตอนมันเด็ก ๆ (ขี้โม้ตั้งแต่ตัวเท่ากำปั้น) ชอบเล่าให้ใครต่อใครฟัง...” คุณนายทมกระชุ่นวีรกรรมของไอ้ตัวรอง... “ว่าแก้วเป็นยักษ์มาเกิด”

          “แก้วอยู่ในฉวน (สวน) เป็นยักษ์ตัวฉีเขียว...ยักษ์มีฉองฉี...ฉีเขียวใจดีกินผัก...ฉีแดงกินเนื้อ...ถ้าแม่เห็นแก้วแม่ต้องกัว...” มันเล่าเป็นตุเป็นตะมาตั้งแต่มันยังพูดไม่ ‘จั๊ด’ ถ้าไม่ใช่พวก ‘แหล’ เก่งตั้งแต่ยังเด็กก็ต้องเป็นพวกมีสัญญาเดิมในชาติภพมาเกิด...

          “แล้วแก้วทำไมมาเกิดล่ะ?” เวลาอารมณ์ดี ๆ คุณนายทมก็ชวน ‘แมงโม้’ วัยเต๊าะแต๊ะ’ อย่างอีแก้วคุย...

          “ไม่ยู้...แต่แก้วจำได้ว่าแก้วนอนหลับในฉวน...ไม่นานก็จะตื่น...”

          “ข้าว่าอะไรของเอ็งนั่นน่ะพอจะเชื่อได้ทุกเรื่อง ยกเว้นเป็นไอ้ตัวสีเขียวที่เอ็งเป็นน่ะไม่จริง!” ไอ้ยอดตัวโย่งดักคอน้องชายมัน...

          “ทำไมจะไม่จริง!” อีแก้วทำท่ามีมะโห...

          “จะจริงได้ไง...ก็เอ็งล่อแต่เนื้อไม่เคยเห็นเจี๊ยะผักนี่หว่า...” ไอ้ยอดยกเหตุผลน่าฟัง...แต่มันไม่วายเถียงคนเป็นพี่ชาย...

          “ก็เพราะเป็นไอ้ตัวเขียวมานานไงเฮีย...ล่อแต่ผักทั้งกะปีกะชาติ...พอเกิดใหม่ถึงเบื่อหันมาล่อมังสะแทน...”

          “จริงของมัน...” มหาแหมวยอมรับ... “ชาติที่แล้วข้าเป็นปู่ลิง...เป็นหนุมานชาญสมร ชาตินี้เลยไม่กินผลไม้เพราะเบื่อเหมือนเอ็งแหละ! ”

          จริงเท็จยังไงไม่รู้...แต่อาเจ๊ทมของอีแก้วยอมออกคำรับรองให้มัน...

          “เด็กคนอื่น ฟันคู่แรกที่งอกออกมามักเป็นคู่หน้าเสมอ...แต่อีแก้วมาแปลก...ฟันคู่แรกที่งอกคือเขี้ยว...” กับอีกประโยคที่เราทั้งหลายในบ้านต้องยอมรับโดยดุษฎี... “คนอื่นขาวจวั๊ะกันทั้งบ้าน แต่อีแก้วผิวยังกะสียางมะตอย...”

          ก็ใช่อีกแหละที่ไอ้ตัวรองของคุณนายออกจะผิวคล้ำกว่าใครในตระกูล...รวมทั้ง ‘ไอ้อ้อ...ไอ้แอ้’ ชะนีสองตัวของลุงเชียรด้วย...โดยเฉพาะเวลามันโกรธอะไรขึ้นมา...

          ...หน้ามันเขียวยังกะพระอินทร์...

          บางคาบบางคราอีแก้วก็ออกจะภาคภูมิกับอดีตชาติยักษ์ของมันไม่บันเบา...แต่พออีตุ๊เด่นตัวน้องนุชสุดท้อง ‘คอมเมนท์’ บ้างหลังจากที่เฉยมานาน...อีแก้วถึงกับเลิกพูดเรื่องนี้ต่อไปตลอดชีวิต...ก็อีตุ๊เด่นมันแย้มคำสั้น ๆ ตามสไตล์ว่า...

          “เด่นเห็นลูกอีแต้มเขี้ยวมันงอกออกมาก่อนเหมือนกัน”

          ‘...อีแต้ม’ มิใช่อื่นไกล... หากมันเป็น ‘สุนัข’ ตัวโปรดของอีแก้วเองน่ะแหละ

          พูดถึงสุนัขเลยนึกขึ้นได้เพราะเป็นวันแรกที่ได้เดินชมบ้านเมืองแขก...ที่ประชากรทั้งหลายมีผิวพรรณวรรณะหน้าตาต่างจากพวกเราอย่างเห็นได้ชัด...แม้กระทั่ง ‘วัว-ควาย’ ของแขกก็ต่างจากบ้านเรา...แต่จะมีที่เหมือนถอดกันออกมาเด๊ะเลยก็เห็นจะเป็นเรื่องสุนัขแหละ...

          ...เพราะหมาไทยกะหมาอินตะละเดียก็ไอ้ครือ ๆ กัน

          ...ทั้งทรวดทรง และสีสัน...ยังกะถอดออกจากแค็ตตาล็อกหรือบล็อกเดียวกันเลยพับผ่า...!

          และนั่นเป็นสาเหตุให้มหาแหมวรู้สึกเสียใจ...เพราะกลายเป็นคนโกงขึ้นมาซะแล้ว...ไม่ทำไมหรอกครับ...เดี๋ยวจะขยายให้ฟัง (อ่าน) ต่อจากนี้แหละ...

          เรื่องของเรื่องคือมหาอย่างเราเคยเป็นนักการ์ตูนนิสต์มาก่อนก็เลยคุยกับคุณนายว่า...

          “แม้วสามารถวาดรูปหมานานาชาติได้...”

          “ขี้คุย...!” คุณเจ๊ทมแค่นเสียง...ทำเอาเราหน้าผ่าวด้วยความมะโหที่อาเจ๊บังอาจ ‘ดูผิด’ คู่กะ ‘ดูถูก’ ฝีมือเรา...

          “พนันกันมั้ย?” เราท้า... “ถ้าทำได้ล่ะ...?”

          “ฉันเลี้ยงซุปหน่อไม้แกกะไก่ปิ้ง...” คุณนายยื่นข้อเสนอด้วยรู้ว่า มหาแหมวแม้มิใช่ญาติกับท้าวมหาวันในเรื่องรอยอินทร์ โสมส่องแสง แต่ก็มีรสนิยมปั้นจิ้มข้าวเหนียวเหมือนกันแหละ...

          ท้ายสุดคุณนายเป็นฝ่าย ‘แพ้’ คุณ ๆ ทั้งหลายดูภาพประกอบเป็นแซมเปิ้ลกันเองแล้วกัน...

          ...แต่ที่แน่ ๆ...หมาแขกไม่ได้เป็นหยั่งที่วาดหรอกฮ่ะ...

          ก็บอกแล้วไงว่า ‘หมาแขก’ เหมือน ‘หมาพี่ไทย’ ของเราเด๊ะ!

          ลุงเชียรกะมหาแหมวเดินชมบ้านเมืองแขกอยู่พักใหญ่จนได้เวลานัดหมายเรื่องอาหารเช้าที่โรงแรมก่อนที่จะออกเดินทางตามโปรแกรมที่จัดไว้...

          ถึงโรงแรมก็มีเรื่องโจ๊กให้ได้ยิน...ว่ากันเมื่อคืนท่านมหา (ตัวจริง) ไพรัชที่รับหน้าที่เป็นวิทยากรบรรยายเรื่องราวแห่งพุทธประวัติ และสาระสำคัญของอินเดียให้พวกคณะเราได้ฟังตลอดการเดินทางแสวงบุญเที่ยวนี้ ท่านเป็นห่วงเป็นใยหลวงพ่อหลวงพี่ทุกรูปที่ร่วมคณะจะลำบากกับการสื่อสารกับบริกรของโรงแรม...โดยเฉพาะเรื่องน้ำท่าที่จะฉัน... ท่านมหาจึงแนะว่า...

          “ถ้าจะขอน้ำเย็น ก็บอกบ๋อยว่า...ทันตะปานี...” กับ... “ถ้าต้องการน้ำร้อนก็บอกว่า...กะหล่ำปานี...”

          หลวงพ่อ...(อย่าเอ่ยชื่อท่านเลยนะครับ) รูปนั้นจะจำผิดจำพลาดด้วยหลงลืมหรือไม่ก็เกินคาดเอา...แต่เท่าที่รู้ว่า ‘เจ้าแขก’ ที่เป็นพนักงานโบกไม้โบกมือปฏิเสธเสียงหลง...ก็พระคุณท่านพูดกับพ่อบังชัดถ้อยชัดคำว่า...

          “ขอ...อันดะปานี! ”

          ความจริงอ่านออกเสียงว่า ‘อันดะ’ แต่ต้องเขียน ‘อัณฑะ’ เพราะบาลี-สันสกฤต...ตัว ‘ท’ อ่านออกเสียงเป็น ‘ด’ ตัว ‘พ’ ออกเสียงเป็น ‘น’ ซึ่งไม่ต่างจากภาษาฮินดีที่ออกเสียงเหมือน ๆ กัน...

          ก็จะไม่ให้พ่อบังของหลวงพ่อเสียงหลงได้ไงล่ะครับ...ก็ ‘อันดะ...ปานี’ ของหลวงพ่อที่เขียนว่า ‘อัณฑะปานี’ แปลได้ตรงตัวว่า... ‘น้ำไข่’ นี่ครับท่านผู้ชม

          เราเดินเข้าห้องอาหารด้วยรอยยิ้มกริ่ม...ด้วยขันกับเรื่องราวของหลวงพ่อสั่งน้ำเย็นที่ชาวคณะเล่าให้ฟัง...


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com