การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

จดหมายฉบับที่ 9 (ตอนที่ 1) by นมัสการภันเต

3 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
28 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#161]

จดหมายฉบับที่ 9 (ตอนที่ 1)

          สาวัตถี...

          สวัสดี (อีกครั้ง) ครับ...

          เช้ามืดที่สาวัตถีหนาวเย็นเหมือนทุกที่ ละไอหมอกปกคลุมอยู่ทั่วไป อากาศแบบนี้คุณนายทมชื่นชอบมาก...เพราะรายนั้นถ้าอยู่ที่ร้อน ๆ โรคไมเกรนจะถามหาทันที...ปกติไปไหนมาไหนแต่ละเที่ยวจะเห็นมารดาของไอ้พวกสามหนังพร้อมมีอาการกำเริบเสมอ...

          ...แต่เที่ยวนี้ที่อินเดีย...อาเจ๊แจ่มใสมาโดยตลอด...

          และเป็นที่โล่งอกของลุงเชียรกับมหาแหมวเป็นที่ยิ่ง!

          หลังอาหารเช้าที่มีข้าวต้มหมูหยอง...ไข่เจียวและเกี้ยมไฉ่กระป๋องที่คุ้นปาก คุ้นลิ้นแล้ว เราได้ข่าวมาว่าวันนี้หลวงพ่อฤๅษีมหาประเสริฐเจ้าอาวาสวัดไทยสาวัตถีจะเป็นวิทยากรนำเยี่ยมชมสถานที่ต่าง ๆ ด้วยตัวท่านเอง...

          ...นับว่าเป็นความเมตตาที่ท่านมีให้เราอย่างที่สุด...

          จุดแรกที่เราไปทัศนศึกษาก็คือ วัดเชตวันมหาวิหาร ที่เหลือเพียงซากสถานโบราณปรักหักพังจนหมด...

          วัดเชตวันมหาวิหารเป็นวัดที่อนาถบิณฑิกเศรษฐีซึ่งเป็นมหาเศรษฐีคหบดีผู้มั่งคั่งที่สุดของเมืองสาวัตถีเป็นผู้สร้างขึ้นถวายพระพุทธเจ้า เหตุที่อนาถบิณฑิกเศรษฐีสร้างวัดเชตวันขึ้นนั้นมีเรื่องเล่าว่า ขณะที่พระตถาคตเจ้าเสด็จมาประทับและเผยแพร่พุทธศาสนาอยู่ที่กรุงราชคฤห์ ท่านเศรษฐีได้เดินทางมาเยี่ยมสหายของตน จึงถูกชักชวนให้ไปฟังธรรมของพระพุทธเจ้าด้วยกัน...

          เมื่อสดับพระธรรมจบลง ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็สามารถบรรลุธรรมชั้นโสดาบันทันที...พร้อมกันนั้นได้ประกาศตนเป็นสาวกของพระตถาคตเจ้า และกราบทูลอาราธนาพระองค์ให้เสด็จไปประทับที่เมืองสาวัตถีบ้าง

          ครั้นพระพุทธเจ้าทรงรับอาราธนาแล้ว ท่านเศรษฐีจึงกลับไปขอซื้อที่ดินจากราชาที่ดินนามว่า... ‘เจ้าเชต’ หากครั้งแรกเจ้าของไม่ตกลงแถมประชดว่า ถ้าเอาทองคำมาปูให้ทั่วบริเวณที่ดินนี้ได้เมื่อไหร่ก็เอาไป...อนาถบิณฑิกเศรษฐีจึงสั่งคนของตนให้ไปเบิกคลังสมบัติของตนนำเอาเหรียญทองคำมาปูลาดจนเกือบเต็มหมดทั่วบริเวณ เจ้าเชตก็เลยตัดสินใจขายให้ในที่สุด

          ว่ากันว่าเงินที่ท่านเศรษฐีลงทุนซื้อทั้งหมดประมาณ 25 โกฏิ ค่าก่อสร้างกุฏิวิหารเสนาสนะสำหรับพระสงฆ์ประมาณ 29 โกฏิ

          เมื่อสร้างเสร็จก็อาราธนาพระพุทธเจ้ากับพระอรหันตสาวกให้มาพำนักจำพรรษา ซึ่งพระพุทธองค์ทรงประทับจำพรรษาอยู่ที่วัดเชตวันมหาวิหารนี้ยาวนานถึง 19 พรรษา...

          ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีมีนามเดิมว่า ‘สุทัตตะ’ ปรกติเป็นคนเอื้อเฟื้อ ชอบทำบุญทำทานเสมอ โดยเฉพาะกับคนยากจนโดยได้ตั้งโรงทานให้อาหารกับผู้ยากไร้ทุกวัน จึงได้รับการขนานนามว่า ‘อนาถบิณฑิกะ’ ซึ่งแปลว่า ‘เป็นก้อนข้าวสำหรับคนอนาถา’ โดยพระพุทธเจ้าทรงตรัสยกย่องอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้เป็นผู้มีดวงตาเห็นธรรม เป็นพระโสดาบันที่เลิศกว่าอุบาสกทายกทั้งหลายด้วย...

          วัดเชตวันมหาวิหารมีบริเวณกว้างใหญ่ไพศาล...จนชาวคณะที่ติดตามเข้าไปเยี่ยมชมถึงกับขาแข้งอ่อนไปหมดกับการเดินให้ทั่ว...

          นับตั้งแต่ที่ประทับของพระพุทธองค์...ไล่ไปเรื่อยไม่ว่าจะเป็นกุฏิที่พระอรหันตสาวกได้พำนักอยู่เมื่อครั้งพุทธกาล ไม่ว่าจะเป็นกุฏิพระอานนท์ พระศิวลี พระองคุลีมาล ตลอดจนเรือนรับรองภิกษุผู้มาเยือนจากทิศทั้ง 4 และศาลาแสดงธรรม... (ดูรูปเอาเถอะครับ ถ้าบรรยายให้ทั่วถึงกันจริง ๆ อาจต้องใช้กระดาษสักสามโหลแหละ)

          แต่สิ่งที่จะผ่านเลยไปไม่ได้เลยก็คือ ‘ต้นอนันทโพธิ’ ที่สูงตระหง่านอยู่ในวัด...ประวัติของต้นโพธิ์นี้มีอยู่ว่า ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้สอบถามพระอานนท์เถระว่า ในเวลาที่สมเด็จพระบรมศาสดาเสด็จจาริกไปที่อื่น ซึ่งพวกเราไม่สามารถอยู่เฉพาะพระพักตร์ เราควรสักการะบูชาสิ่งใดเพื่อน้อมรำลึกถึงพระองค์

          พระอานนท์ได้เข้าเฝ้าและกราบทูลถาม... ‘พระเจดีย์มีกี่อย่างพระเจ้าข้า’ พระบรมศาสดาทรงตรัสตอบ... ‘เจดีย์มีอยู่สามอย่าง

          1. สารีริกธาตุเจดีย์ 2. บริโภคิกเจดีย์ 3. อุทเทสิกเจดีย์’

          “เมื่อพระองค์เสด็จจาริกไปที่อื่น ข้าพระองค์จะสร้างเจดีย์ไว้ให้เป็นที่สักการะได้หรือไม่” พระอานนท์ทูลถามต่อ

          พระบรมศาสดาตรัสตอบ... “สารีริกธาตุเจดีย์จะทำได้ก็ต่อเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว บริโภคิกเจดีย์ คือของใช้เช่นบาตร จีวรเล่าก็ไม่มีสิ่งที่จะทำขึ้นได้ เพราะเป็นของเนื่องโดยเรา...ส่วนไม้ศรีมหาโพธิ ซึ่งเป็นที่อาศัย ตรัสรู้นั้นเป็นเจดีย์ได้ทุกเมื่อ...”

          ด้วยเหตุนี้พระอานนท์จึงกราบขออนุญาตเอาพันธุ์ไม้ศรีมหาโพธิมาปลูกไว้ที่หน้าทางเข้าพระคันธกุฎี...คือบริเวณประตูพระเชตวันวิหาร เพื่อเป็นปูชนียสถานแห่งมนุษยชาติ

          ...ซึ่งพระพุทธองค์ก็ทรงอนุญาต...

          เมื่อได้รับอนุญาตดังนั้น พระอานนท์จึงไปแจ้งให้พระเจ้าปเสนทิโกศลกับท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีทราบ และได้ขอให้พระโมคคัลลาน์ช่วยจัดหาผลสุกแห่งต้นศรีมหาโพธิที่พุทธคยามาให้ด้วย ด้วยเอกทัคคะด้านอิทธิฤทธิ์ พระโมคคัลลาน์ได้เหาะไปสู่ต้นศรีมหาโพธิเอาจีวรรองรับผลโพธิ์สุกที่ยังตกไม่ทันถึงพื้นดิน นำมามอบให้พระเจ้า ปเสนทิโกศลขุดหลุมปลูก...โดยมีพระอานนท์เป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด...

          ...จึงตั้งชื่อต้นโพธิ์นี้ว่า ‘อานันทโพธิ...’

          และพระพุทธองค์ทรงเสด็จเข้าประทับเข้าสมาบัติใต้โคนต้นโพธิ์นี้หนึ่งราตรี...

          ดังนั้น...ต้นอนันทโพธิแห่งนี้ จึงถือกันว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อีกแห่งหนึ่งสำหรับพุทธบริษัท และเป็นต้นโพธิ์ที่มีอายุจากสมัยพุทธกาลจนถึงบัดนี้ โดยมิได้ถูกทำลายลง...

          เมื่อมาถึงต้น ‘อานันทโพธิ’ ชาวคณะได้เก็บใบโพธิ์ที่หล่นร่วงลงตามพื้นกลับไปบูชาเป็นแถว...ใบโพธิ์ที่นี่มีมาก ไม่เหมือนที่พุทธคยาซึ่งเวลาหล่นร่วงลงมาจะมีคนเฝ้าคอยเก็บเป็นจำนวนมากจนไม่เหลือให้เราได้เห็น...

          เช้าวันนี้เราได้สวดมนต์ทำวัตรกันที่ พระคันธกุฎี ที่พระพุทธองค์ทรงเคยพำนักที่นั่น...และยังมีโอกาสได้ทำสมาธิกันอีกประมาณครึ่งชั่วโมง...

          ความเงียบ...ความรื่นรมย์ของหมู่ไม้ในวัดเชตวันมหาวิหาร ทำให้จิตสงบเร็วกว่าปกติ...ทุกคนในคณะต่างพูดกันเป็นเสียงเดียวกัน...

          มาอินเดียครั้งนี้คุ้มจริง ๆ ...

          ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ในชาตินี้ อย่างน้อยการมานมัสการสถานที่ที่...พระพุทธเจ้าเคยประทับได้สักครั้งหนึ่ง...ก็ถือว่าไม่เสียชาติเกิด...

          “พลังงาน กับ สสาร...เป็นสิ่งที่ไม่สูญหายไปจากโลก...จักรวาล...” นักวิทยาศาสตร์ยืนยันอย่างนั้น...

          “พลังงานบริสุทธิ์แห่งพระบรมศาสดา...และเหล่าพระอรหันต์สาวกก็ยังอยู่ที่นี่...” คุณนายทมยืนยัน

          ฉะนั้น...การได้นั่งบำเพ็ญธรรมในสถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงประทับอาศัยและปฏิบัติธรรมมาในอดีต...ย่อมเสมือนสนามพลัง...อันเป็นพลังความเย็นใสพิสุทธิ์ ในยามเราอยู่ใกล้...ยิ่งเราได้มีโอกาสนั่งปฏิบัติธรรม ณ ที่แห่งนั้นด้วยแล้ว

          ...จะเห็นความสุขสงบ...ในจิตของเราได้เร็วยิ่งขึ้น!

          เมื่อเห็นสุข...เห็นความสงบนิ่งอยู่ในจิต...เราทั้งหลายจึง ‘รู้’ แบบที่เรียกว่ารู้จริง...กับคำว่า... ‘นัตถิ สันติ ปะรังสุขัง...’ ที่แปลว่า ‘สุขใดเหนือความสงบไม่มี’ นั้นเป็นอย่างไร...โดยไม่ต้องให้ใครมานั่งอธิบาย...

          ...ขนาดคุณนายทมที่เคยเป็นโรคไมเกรนตลอดศก...ยังรอดพ้นมาได้จนถึงวินาทีนี้เลยครับ...

          ความปิติสุข...ความอิ่มเอิบใจบางครั้งทรงอำนาจมากกว่าโรคภัยไข้เจ็บอีก...


2 ตอบกลับทั้งหมด
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

ภายในวัดเชตวันมหาวิหาร


ตอบ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

ต้นอนันทโพธิ


ตอบ
แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com