อย่ามัวแต่ฟัง ต้องท...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

อย่ามัวแต่ฟัง ต้องทำถึงจะได้! by ธรรมะฝึกจิต

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
4 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#386]

อย่ามัวแต่ฟัง

ต้องทำถึงจะได้!

 

        เมื่อวันวิสาขบูชาที่ผ่านมา ผู้เขียนได้เดินทางไปวัดป่าหนองแซง จังหวัดอุดรธานี ไปด้วยเหตุผลสองประการ หนึ่ง คือไปกราบนมัสการหลวงปู่เสน ปัญญาธโร หลังจากกลายเป็นลูกศิษย์ห่างวัด ห่างครูบาอาจารย์มานาน สอง ไปดูความคืบหน้าของโครงการบ้านพักคนชรา โดยเฉพาะสระน้ำขนาดใหญ่ที่จะกลายเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงโครงการทั้งหมดกว่ายี่สิบไร่ที่กำลังจะแล้วเสร็จ

“ไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้ ต้นไม้ก็อยู่ไม่ได้!” คือประโยคเก่าแก่ของหลวงปู่ และนั่นคือเหตุผลที่ต้องทุ่มเทแรงกาย แรงใจ แรงทรัพย์ ลงไปตรงนี้ก่อนประการอื่น

น้ำคือชีวิต! เป็นประโยคอมตะ จากนี้ไปบนผืนดินกว่าร้อยไร่ ณ วัดป่าหนองแซง ที่ผู้เขียนอีกทั้งลูกศิษย์ลูกหาของหลวงปู่จากทุกสารทิศช่วยหาปัจจัยซื้อสะสมมานับสิบปีจะถูกปลูกต้นไม้ให้เขียวขจี ไม้ที่จะได้อาศัยน้ำจากสระกว้างแห่งนี้พร้อม ๆ กับเริ่มปลูกสร้างอาคารต่าง ๆ ขึ้นตามลำดับความจำเป็น

ที่นี่ต่อไปจะเป็นแดนสงบเหมาะแก่การปฏิบัติธรรม ที่นี่ต่อไปจะเป็นที่พึ่งของคนวัยไม้ใกล้ฝั่งที่ขาดที่พึ่ง ที่นี่จะเป็นที่เตรียมกายเตรียมใจเพื่อผ่านโลกสู่ปรภพของชาวพุทธผู้มีศรัทธาในการปฏิบัติธรรม

นี่คือปณิธานของหลวงปู่เสน ปัญญาธโร!

วันวิสาขบูชาที่ผ่านมา ไม่เพียงได้ทำบุญทำทานกับครูบาอาจารย์ และได้ทำประทักษิณเวียนเทียนเท่านั้น หากยังได้ร่วมปฏิบัติธรรมฟังเทศนาจากหลวงปู่อีกด้วย หลังสวดมนต์ทำวัตรเสร็จ ท่านพาทำสมาธิ โดยมีคำเทศนาสั่งสอนกำกับ

หลวงปู่เน้นย้ำ...นอกจากการเป็นคนดีมีศีลแล้ว ต้องเป็นคนมุ่งมั่นในการฝึกสมาธิอีกด้วย นอกจากศีล-สมาธิแล้วผู้จะพ้นทุกข์ได้ต้องบำเพ็ญคุณธรรมอีกหลายอย่าง โดยเฉพาะบารมีทั้งสิบประการคือ

ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา

คุณธรรมทั้งสิบนี้ ต้องฝึกอบรมให้มาก มิเช่นนั้นยากต่อการบรรลุมรรคผลนิพพาน

หลวงปู่ได้กล่าวถึง ‘ใจ’ อันเป็นใหญ่ ความเป็นใหญ่เหนือใจของอารมณ์ต่าง ๆ ในการยึดครองใจ ถ้าความโลภ ความโกรธ ความหลงเข้ายึดครองใจ คนคนนั้นก็กลายเป็นคนไม่ดี ถ้าใจมีสติมีคุณธรรมกำกับ มรรคผลนิพพานก็รออยู่ข้างหน้า ด้วยทุกอย่างอยู่ที่ใจดวงเดียวนี้

“นรก สวรรค์ นิพพาน สุข ทุกข์ ทั้งปวงล้วนอยู่ที่ใจทั้งสิ้น!”

นอกจากนี้หลวงปู่ยังเน้นย้ำถึงบรรดาคุณธรรมต่าง ๆ ที่ต้องฝึกอยู่เสมอ และต้องฝึกให้มาก ๆ สำหรับญาติโยมก็คือ ทานบารมี คือการรู้จักเสียสละ เป็นการเสียสละด้วยการเห็นประโยชน์ของบุคคลอื่นด้วยความเมตตา เห็นแก่ส่วนรวมของชาติ ศาสนา เห็นแก่ความเป็นธรรม

มิเพียงการรู้จักเสียสละแล้ว ชาวพุทธควรหันหน้าเข้าวัดถือศีลในวันพระให้บ่อยขึ้น รู้ละวางกิจอื่นมาปฏิบัติกิจทางใจด้วยการบวชใจอย่างสม่ำเสมอ... พูดถึงการบวชไม่จำเป็นต้องโกนศีรษะห่มผ้าเหลือง หากรู้จักศีลแปดวิรัติตนในอุโบสถศีลได้ก็ถือเป็น ‘เนกขัมมะ’ อันเป็นคุณธรรมหนึ่งในสิบดังกล่าวแล้ว

สำหรับ ขันติ วิริยะ สัจจะ คุณธรรมสามประการนี้ ไม่เพียงจะหนุนนำให้บุคคลผู้เจริญบารมีนี้พบความสำเร็จในหน้าที่การงานของโลกเท่านั้น หากธรรมทั้งสามนี้เป็นหลักสำคัญสำหรับการเจริญภาวนาสมาธิอีกด้วย เพราะความเพียรพยายาม ความอดทนจากการตั้งสัจจะแห่งการปฏิบัติธรรมสมาธิ จะทำให้บุคคลเหล่านั้นประสบความสำเร็จเร็วกว่าคนทั่วไปอย่างมิต้องสงสัย

ทุกอย่างคือเหตุคือปัจจัย ไม่เพียงเรื่องคุณธรรมทั้งสิบประการ หลวงปู่ยังอธิบายในเรื่องบาปบุญให้ฟัง ท่านย้ำเรื่องบาปกับบุญว่าอย่าพะวงกับเรื่องผ่านเฉย แต่ให้รู้จักการพิจารณาด้วยปัญญา เพราะบาปทำให้รู้จักบุญ บาปที่เราเคยทำเคยประพฤติทำให้เราหม่นหมอง ทำให้กังวล ทำให้เป็นทุกข์ ถ้ารู้จักพิจารณาจะเห็นว่าตรงข้ามกับบุญกับความดีที่ทำให้เราโปร่งกายโปร่งใจอย่างเห็นได้ชัด

สิ่งที่ผ่านไปแล้วไม่สำคัญเท่าปัจจุบัน...ดังตัวอย่างในครั้งพุทธกาล บุคคลบางคนกลิ่นเหล้ายังไม่ทันจะจางไปจากปาก แต่เมื่อได้ฟังธรรมจากพระพุทธองค์แล้วได้บรรลุมรรคผลก็มี เช่น สันตติมหายามาตย์ และสหายของนางวิสาขา เป็นต้น

หรือบางคนทั้งที่ได้ทำบาปมากมาย เวลานั้นยังไม่ได้คิดละเลิก แต่เมื่อได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ทำให้เลิกจากการทำบาปโดยเด็ดขาดในปัจจุบันนั้น ทำให้บรรลุมรรคผลก็มี เช่น พระองคุลิมาล ตัวอย่างเช่นนี้มีอยู่มากมาย ฉะนั้นขอให้เข้าใจว่า ขณะที่คนกำลังทำบาปอยู่ จะเพราะเหตุการณ์บังคับหรือด้วยความสมัครใจ เขาเหล่านั้นก็ยังอยู่ในฐานะที่จะบรรลุมรรคผลได้ ถ้าจิตใจของเขาเจริญมาถึงขั้นที่จะบรรลุได้ ดังกรณีขององคุลิมาลดังกล่าว

ตรงข้าม คนที่วาสนาบารมียังไม่ถึง แม้ว่าขณะปัจจุบันตนจะพยายามปฏิบัติตนให้อยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา อย่างเคร่งครัดสักเพียงใดก็ตาม ก็จะไม่มีทางบรรลุได้เลย ถ้าขาดบารมีสะสม

นี่คือสิ่งที่ผู้รู้กล่าวย้ำ... “อย่าประมาทในบาป-บุญของคนอื่นที่เห็นตรงหน้าด้วยตาเนื้อ”

เพราะเช่นนี้ หลวงปู่เสนจึงกล่าวว่า... “อย่าประมาทในบาปและบุญ บาปก็เป็นเหตุเป็นปัจจัย บุญก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยสู่มรรคผลเช่นเดียวกัน”

ถึงตรงนี้อยากจะชี้ความจริงอีกมุมหนึ่ง ซึ่งคนส่วนมากมักจะมองไม่เห็นคือ ‘การทำความชั่ว...ความผิดใด ๆ ก็ตาม บางครั้งก็คือทางนำไปสู่มรรคผลเช่นกัน’ ทั้งนี้เพราะบางคนที่กระทำจะรู้ซึ้งว่าความชั่วเป็นสิ่งที่ไม่ดี จนกระทั่งเกิดความเบื่อหน่าย และตั้งใจเลิกจริง ๆ

เหมือนพ่อแม่บางคนเคยทำผิดทำพลาดในชีวิตมาแล้ว จึงพยายามสอนพยายามป้องกันลูกหลานไม่ให้เดินอย่างที่ตนเคยมีเคยเป็นมา

ทุกคนต้องเคยทำความผิดมาก่อน เหมือนการเขียนอ่านหนังสือ ซึ่งครั้งแรก ๆ มักผิดมากกว่าถูก จากนั้นจึงค่อย ๆ พัฒนาขึ้น เหมือนการปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนานั่นแหละ ถ้าคนเอาแต่คิดว่า เราไม่มีทางทำให้สำเร็จหรือสมบูรณ์ได้ ก็ยากจะสนใจปฏิบัติธรรมเพื่อพ้นทุกข์

นั่นคือความคิดที่ผิด!

ทำไมพุทธศาสนาจึงไม่มีการบังคับให้เชื่อ...ท่านเน้นเรื่องการปฏิบัติตาม เพราะในบรรดาผู้สำเร็จมรรคผลนิพพานนั้น ในอดีตไม่มีใครที่ไม่ทำความผิดมาก่อน จากทำผิด...ถ้าหันมาทำถูกต้อง... ความจริงอันเป็นสัจจะก็จะปรากฏขึ้นในตนของตนด้วยตน ที่เรียกว่า ‘ปัจจัตตัง’ คือรู้ได้เฉพาะตนนั่นเอง

ไปวัดป่าหนองแซงครั้งนี้ได้ทำบุญ ได้ฟังเทศน์ของหลวงปู่...แต่ที่ไพเราะสุด ๆ ก็คือบทลงท้าย

ความหมายชัดเจนจริง ๆ ... ‘ทำเองรู้เอง’

แต่ลูกศิษย์...ไม่ค่อยได้ทำ...แถมยังคอยฟังแต่คำเทศนาอีก...(ฟังแล้วไม่จำ) เหมือนเคย

หลวงปู่ทำแล้ว...มาเทศน์บอกเรา เราก็รู้แค่สัญญา!

เฮ้อ...กลับไปนี้ต้องเริ่ม ขันติ วิริยะ กับสมาธิใหม่อีกแล้วครับท่าน...

แล้วท่านล่ะ...มัวแต่จะให้ครูบาอาจารย์สอนสั่ง หรือจะลุกขึ้น... ‘ทำ’ เสียที

อย่าให้ถูกครูบาอาจารย์ซัดเอาเหมือนภูเตศวรเลยครับท่าน มัวแต่บอกเขา...อิเหนาไม่ยอมทำ...


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com