การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

‘เปรต’คำชะโนด: เพราะทิ้งแก่นไปหาเปลือก by ธรรมะฝึกจิต

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
3 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#178]

‘เปรต’คำชะโนด: เพราะทิ้งแก่นไปหาเปลือก

         ช่วงหลาย ๆ วันที่ผ่านมา ข่าวถ่ายภาพวิดิโอเปรต ที่ป่าคำชะโนด ปรากฏอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์เป็นที่ฮือฮาของคนไทยทั้งประเทศ

         ...ท้ายที่สุดลงเอยออกมาว่าเป็นการจัดฉากสร้างงานลวงโลกของกลุ่มคณะบุคคลที่หวังผลประโยชน์อย่างที่เห็นตามข่าว เป็นธรรมดาสำหรับข่าวใหญ่ที่ดูเหมือนจะพัวพันกับความเชื่อ ความศรัทธาชาวพุทธ ในฐานะนักเขียนคอลัมน์อย่างภูเตศวรย่อมถูกผู้ใกล้ชิดและบุคคลทั่วไปสอบถามอยู่หลายท่านหลายครา...

‘เปรต...และอสุรกาย มีจริงหรือ ?’

         “จริง” คือคำตอบที่ผู้เขียนไม่จำเป็นต้องใช้เวลานึกและคิด ทั้งปวงมิใช่การอ่านในหนังสือในคัมภีร์ หรือพระไตรปิฎกส่วนเดียว หากเพราะความใกล้ชิดครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติจริงปฏิบัติตรงในสายป่ากรรมฐานมานาน ได้รู้ได้ฟังจากท่านมาจนนับครั้งไม่ถ้วน และอีกหลายๆครั้ง กับการปฏิบัติของตนเป็นส่วนประกอบ จึงสามารถกล่าวออกมาว่า ‘โอปปาติกะ’ เหล่านั้นมีจริงอย่างแน่นอน

         แม้จะพูดออกมาด้วยความเชื่อมั่น หากก็ยากจะพิสูจน์ในบุคคลที่สามรับรู้ และเชื่อได้ง่าย เพราะท่านที่เห็นมา เครื่องไม้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่สามารถนำภาพโอปปาติกะดังกล่าว มายืนยันอย่างแจ่มชัดได้เลย ซึ่งข้อเท็จจริงตรงนี้จะรู้เห็น จะเชื่อกันอย่างเต็มหัวใจ ก็ต้องอาศัยการปฏิบัติสมาธิเป็นประการสำคัญ และอย่างที่บอก สิ่งเร้นลับในอีกมิติหนึ่งนั้นเป็นเรื่อง ‘ปัจจัตตัง’ คือ รู้ได้เฉพาะตน...

         ผู้ปฏิบัติเองรู้เอง สิ่งนี้คือ พุทธดำรัส!

         ในฐานะที่ภูเตศวรนั่งเขียนคอลัมน์ธรรมะ 5 นาทีมาร่วมสิบปี... ขอพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า...เหตุการณ์ที่บังเกิดขึ้นไม่ได้หมายความว่าทุกประโยคในคัมภีร์ ในพระไตรปิฎกเป็นเรื่องเท็จ หากเป็นเพราะคนบางคน มนุษย์บางกลุ่มที่นำเอาจริงมาเป็นเครื่องมือ เอาความเชื่อทางศาสนามาหาเงินเข้ากระเป๋าด้วยการสร้างเท็จหลอกชาวบ้าน

          ในพระไตรปิฎกไม่เคยปฏิเสธเรื่องเปรต-อสุรกาย รวมทั้งเทวดา ฉะนั้นความเชื่อเหล่านี้จึงฝังลึกลงในจิตใจของชาวพุทธมาแต่โบราณกาล จึงเป็นช่องทางทำมาหารับประทานของบุคคลบางพวกมาโดยตลอด แต่ถ้าเราชาวพุทธ ศึกษาศาสนาพุทธอย่างลึกซึ้ง และอย่างมีปัญญา จะเห็นว่า สมเด็จพระบรมศาสดา มิได้ทรงสอนให้พุทธบริษัท ‘ยึด’ และ ‘ติด’ ในอิทธิปาฎิหาริย์ใด ๆ มากกว่าการสะสมปัญญาเอาไว้ชำระสะสางกิเลสเลยแม้แต่น้อย

          ครูบาอาจารย์ของผู้เขียนกล่าวเตือนลูกศิษย์ลูกหาอยู่เสมอว่า เส้นทางแห่งการหลุดพ้นอยู่ที่อริยมรรค เป็นสัมมาปฏิบัติ เป็นแก่นแท้ของพุทธศาสนา ศีล...และมรรค แท้จริงเป็นส่วนเดียวอัน อย่างเช่น สัมมาอาชีพ คือมีการประกอบอาชีพสุจริตเท่ากับคลุมศีลข้อ อทินนาทาน คือการลักทรัพย์ ข้อสัมมาวาจา คลุมศีลข้อมุสาวาท ส่วนข้อท้าย ๆ คือสัมมาสติ กับสัมมาสมาธิ เป็นเรื่องครอบคลุมจิตใจ ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า มรรคแปดองค์แปดนั้นสามารถระงับได้ทั้ง ‘กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม’ นี่แหละคือแก่นแท้แห่งพุทธะ

          หากแต่เพราะมนุษย์ทั้งหลายยึดถือปาฏิหาริย์ ยึดถือความมหัศจรรย์อันเป็น ‘กระพี้’ หรือเปลือก เป็นเครื่องจูงใจสู่ความเชื่อความศรัทธา อยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย นั่นจึงเป็นช่องโหว่ให้มิจฉาชีพผู้ชำนาญการในการสร้างมายากลเข้ามาต้มตุ๋นเอาซึ่ง ๆ หน้าอย่างที่เห็น

          กับเหตุการณ์ดังกล่าวข้างต้นผู้เขียนมิได้ประหลาดใจกับข่าวที่เป็น เพราะคนดีกับคนเลวก็ยังว่ายวนอยู่ในสังคมโลกตลอดเวลา แต่ถ้าจะมีอยู่บ้างคือความเสียดาย เสียดายต่อท่านผู้รู้ ท่านผู้มีชื่อเสียงในวงการศาสนาที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องปาฏิหาริย์ เพราะความ ‘อยากรู้’ จนเสียผู้เสียคนอยู่ในขณะนี้

          ...และเหตุทั้งปวงบังเกิดขึ้นด้วยเหตุผลประการเดียวคือ ‘ความอยาก’ อยากรู้ในสิ่งหยาบ ๆ อันเป็นแค่กระพี้ในศาสนาพุทธเท่านั้น

          ซึ่งถ้าหากท่านเหล่านั้นเน้นเรื่องแก่นอันหมายถึงสัจจะเป็นปัญญาธรรมโดยแท้ มีหรือท่านจะพลาดพลั้งเสียทีจนสิ้นท่าอย่างนั้น...

          ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน ภูเตศวรขอกราบเรียนท่านอีกครั้งว่า...พระอรหันต์โดยแท้อย่าง หลวงปู่บัว สิริปุณโณ ซึ่งสรีระอังคารธาตุ และอัฐิธาตุของท่าน

          วันนี้ได้ประจักษ์แก่ชาวพุทธทั้งปวงว่าได้กลายเป็นพระธาตุไปแล้วอย่างชัดเจน หลายปี ได้กล่าวไว้ว่า...

           ‘จิตส่งนอกเป็น สมุทัย จิตส่งในเป็น ปัญญา’

           ประโยคสั้น ๆ ดังกล่าวหมายถึงการส่ายแส่ความคิดจิตใจออกไปสู่เรื่องภายนอกกาย อันเป็นเหตุแห่งทุกข์ หากเมื่อใดก็ตามที่เราน้อมใจเข้าสู่กายมิให้แส่ส่ายไปกับเรื่องราวภายนอกเป็นเรื่องของปัญญา และเมื่อปัญญาบังเกิดแก่ตน เราทั้งหลายก็ไม่ต้องดิ้นรนขวนขวายวิ่งวนวุ่นวายไปไหนจนเสียการ

           เพราะทั้งปวงดังกล่าวผู้เขียนจึงเขียนคอลัมน์ธรรมะ 5 นาที ว่ายวนอยู่กับเรื่อง...ศีล...ทาน ภาวนา มายาวนานหลายปี เพราะขอเพียงชาวพุทธรู้จักรักษาศีล...มีทานบารมี และรู้การปฏิบัติภาวนาโดยไม่ประมาท

           แค่นี้ศาสนาพุทธของเราก็จะเจริญงอกงามอยู่ตราบนานเท่านาน...

           ‘พุทธ…’ มิได้ยืนอยู่ได้เพราะคนเชื่อปาฏิหาริย์ที่เราพยายามค้นหาหรอกครับ เพราะเดรัจฉานวิชาก็สามารถทำได้ ถ้าได้ความเชื่อมาด้วยวิธีนี้เราก็ได้พุทธชนที่ด้อยค่า

           หากแต่พุทธศาสนาอยู่ได้เพราะเหล่าพุทธบริษัทยืนอยู่บนมรรค อันก้าวไปสู่ปัญญาด้วยการปฏิบัติตนอย่างถูกต้องตามคำสั่งสอนของสมเด็จพระบรมศาสดา เราจะได้ชาวพุทธที่ทรงคุณค่า

           และปัญญาธรรมไม่มีทางเกิดได้เพราะการเที่ยววิ่งตามหาจากข้างนอกหรือการฟังอย่างเดียวแน่นอน ‘ปัญญา’ จะบังเกิดได้ต่อเมื่อต้องกระทำด้วยตนของตนเท่านั้น

           ทำตามที่พระพุทธเจ้าแนะนำเถอะครับ ทำด้วยตนเองนั่นแหละ จึงจะถูกต้องดังประโยคในบทสวดมนต์ อิติปิโส ที่เราได้ยินได้ฟังบ่อย ๆ นั่นแหละครับ...

            ...ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติฯ

            ‘วิญญูชนถึงปฏิบัติเอง รู้ได้ด้วยตนเอง’


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com