การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

โพชฌงค์ ๗ by ธรรมะฝึกจิต

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
4 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#308]

โพชฌงค์ ๗

 

       วันออกพรรษา ซึ่งจะเป็นหน้าเทศกาลทอดกฐิน ที่ถือเป็นอานิสงส์สูงสุดในการทำบุญ ทั้งผู้ถวายและผู้รับระหว่างโยมกับพระ

การถวายและทอดกฐินสามารถกระทำได้เพียงปีละหน หลังวันออกพรรษาในช่วงเวลาสั้น ๆ ขณะนี้หลายวัดมีญาติโยมจองกฐินแล้ว หากอีกหลาย ๆ วัดยังรอคอยศรัทธาอยู่ และอาจเป็นเช่นทุกปีที่บางวัดมีพระจำพรรษาครบองค์แต่ร้างกฐินด้วยเศรษฐกิจที่ซบเซาและยังไม่ฟื้นตัวเช่นนี้

วันนี้ถือโอกาสนำเรื่องนี้มาเขียนทำความเข้าใจสักนิด เพราะเท่าที่ผ่านมาเคยได้ยินได้ฟังใครต่อใครพูดถึง ‘กฐิน’ ก็มักจะพูดถึงเรื่องเงินเรื่องปัจจัยที่จะได้มาจากการทอดกฐินว่าวัดนี้ได้มาก วัดนี้ได้น้อย บางทีถึงกับบ่นว่าเงินที่ได้มาไม่คุ้มก็มี

กฐินก็เลยกลายเป็นเรื่องของเงิน ๆ ทอง ๆ กันไปหมด ทั้ง ๆ ที่อานิสงส์องค์กฐินอยู่ที่ผ้ากฐินมากกว่า

เคยมีคนเล่าให้ฟัง บางวัดโยมไปจองกฐิน เจ้าอาวาสถามถึงปัจจัยที่จะมีมาว่าจะได้เท่าไหร่ พอโยมตอบจำนวนน้อย ๆ ท่านก็บอกปัดไม่รับศรัทธา บางวัดกำหนดเอาดื้อ ๆ เลยก็มี ว่าจะเอาเท่านั้นแสน เท่านี้ล้าน ฟังแล้วดูหดหู่หัวใจ เพราะเข้าตำรา คนยากจนทำบุญไม่ได้ เป็นเจ้าภาพกฐินไม่ได้

กรณีดังกล่าวข้างต้นมีประเด็นสำคัญหลายอย่าง อาจเป็นเพราะวัดนั้นเป็นวัดใหญ่มีชื่อเสียง ทุก ๆ ปีมีกฐินใหญ่ ๆ มาทอด ก็เลยกลายเป็นการต้องรักษาภาพพจน์นั้นเอาไว้

หากบางวัดก็น่าเห็นใจเพราะกำลังอยู่ในช่วงสร้างเสนาสนะที่ต้องใช้ปัจจัยจำนวนมาก ซึ่งก็ รู้ ๆ กันว่ารายได้หลักการสร้างมาจากกฐิน และกฐินก็ทำได้ปีละหน

ถ้าได้ปัจจัยน้อยก็ไม่พอใช้หนี้!

พระก็เลยต้องตั้งเป้ากฐินว่าจะต้องได้เท่านั้นเท่านี้ จนกลายเป็นปัญหา ถูกว่ากล่าวกันไป

ที่เขียนถึงตรงนี้ก็เพราะอยากบอกกับท่านทั้งหลายว่า ความจริงแล้วพระบรมศาสดาท่านมิเคยบัญญัติว่า การทอดกฐินจะต้องมีเครื่องบริวารกับปัจจัยเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้

แต่กำหนดคุณสมบัติของผู้รับคือ พระสงฆ์ในวัดที่จำพรรษาครบองค์หรือไม่ กับภิกษุที่จะเป็นผู้รับผ้ากฐินมีความเหมาะสมเพียงใด เมื่อเหมาะสมแล้วให้ประกาศต่อหน้าสงฆ์ทั้งหลายและไม่มีการคัดค้านจึงจะเป็นผู้รับผ้านั้นได้

หลายครั้งที่มีการทอดกฐิน ทั้ง ๆ ที่พระภิกษุที่จำพรรษาในวัดมีไม่ครบองค์ คือตั้งแต่ห้ารูปขึ้นไป กฐินนั้นเรียก ‘กฐินวิบัติ’ เป็นกฐินที่มีอานิสงส์ไม่ครบ เข้าทำนองทำกฐินได้แค่ ‘ทาน’ ธรรมดา

วันนี้เท่าที่รู้ ยังมีวัดวาอารามตามป่าเขาแถบต่างจังหวัดยังร้างกฐินอยู่อีกมากมายเหลือเกิน และเป็นวัดที่ไม่ได้มุ่งหวังอะไรกับปัจจัยเงินทองมากไปกว่าอานิสงส์กฐินตามพุทธบัญญัติ กำลังรอคอยศรัทธาจากท่านทั้งหลายอยู่ในวันนี้ ฉะนั้นจึงอยากบอกว่า กุศลกับอานิสงส์กฐินไม่ได้อยู่ที่กองใหญ่กองเล็ก วัดใหญ่หรือวัดเล็ก หากแต่อยู่ที่ผ้ากฐินบริสุทธิ์หรือไม่ ผู้ถวายกับผู้รับบริสุทธิ์หรือเปล่า ถ้าทุกอย่างบริสุทธิ์ อันนั้นคือมหาทาน...มหากุศล

เคยบอกแล้วครับ ศาสนาพุทธสอนเราให้เป็นผู้มีปัญญาและรู้จักใช้ปัญญาพิจารณาเรื่องราวต่าง ๆ ทั้งภายนอกและภายใน พิจารณาแล้วค่อยลงมือทำ จะได้ผลอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

วันนี้ขอตบท้ายด้วยคำถามของคุณอรดี บุตรสังขรณ์ จากจังหวัดนครพนม เธอสงสัยเรื่อง ‘โพชฌงค์’ คืออะไร และเจริญโพชฌงค์ ทำอย่างไร

คำตอบคือ โพชฌงค์ คือองค์ธรรม อันเป็นเหตุให้เกิดการตรัสรู้ขึ้นในดวงจิต หรือเป็นเหตุปลูกจิตให้ตื่นเต้นที่มีทั้งสิ้น ๗ ประการ

๑. สติ ความยั้งคิด มีลักษณะตรวจตราควบคุมจิตใจและปรับปรุงธรรมข้ออื่น ๆ ให้สมดุลกัน เมื่ออบรมตามหลักสติปัฏฐาน ๔ เพียงพอแล้ว จึงได้ชื่อว่ามีสติสัมโพชฌงค์

๒. ธัมมวิจยะ ความวิจัยธรรม คือพินิจคิดค้นเหตุผลของสิ่งนั้น ๆ จนทราบแน่แก่ใจจริง ๆ เมื่อได้ปฏิบัติตามปธานสังขารในการเจริญอิทธิบาทข้อ ๔ ก็ชื่อว่ามีธรรมวิจยะแล้ว

๓. วิริยะ ความเพียร มีนัยเดียวกับธัมมวิจยะ หากเป็นการเจริญอิทธิบาทในข้อสอง (อิทธิบาท ๔ มี ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา)

๔. ปีติ ความดูดดื่ม ได้แก่ความปีติในองค์ฌานนั่นเอง เมื่อได้เจริญฌานมาตรฐาน ๔ ประการ ผู้รู้จักปลูกปีติแล้วก็ได้ชื่อว่ามีปีติสัมโพชฌงค์

๕. ปัสสัทธิ ความราบเรียบของใจและกายไม่เคลื่อนไหวกายใจในกิริยาที่ไม่จำเป็น เมื่อได้เจริญฌานมาตรฐานจนถึงขั้นจตุตถฌาน ระงับกายสังขารคือลมหายใจได้แล้ว ชื่อว่ามีปัสสัทธิสัมโพชฌงค์แล้ว

๖. สมาธิ ความมีใจมั่นคง เมื่อได้เจริญฌานมาตรฐาน ๔ ประการให้บริบูรณ์แล้ว ได้ชื่อว่ามีสมาธิสัมโพชฌงค์แล้ว

๗. อุเบกขา การเข้าไปเพ่งดูด้วยใจเป็นกลางเที่ยงตรง อันเป็นเหตุให้รู้แจ้งจริง เมื่อเจริญอุเบกขาฌาน หรือฌานที่ ๔ สำเร็จแล้ว ก็นับว่ามีอุเบกขาโพชฌงค์พอสมควร ถ้ายิ่งได้เจริญถึงขั้นอุเบกขาฌานแล้วยิ่งเชื่อว่ามีอุเบกขาสัมโพชฌงค์บริบูรณ์ดี

วิธีเจริญโพชฌงค์ให้ได้ผลดี อาศัยหลัก ๔ ประการเป็นเครื่องประกอบ ดังนี้

๑. ความสงัดเงียบ

๒. อาศัยความพรากจิตจากกามคุณเป็นเครื่องประกอบ

๓. อาศัยความดับธรรมที่เป็นข้าศึกเป็นเครื่องประกอบ

๔. อาศัยน้อมจิตไปในทางสละโลกเป็นเครื่องประกอบ

ความเงียบมีสามขั้นคือ เงียบทางกาย เงียบทางจิต และเงียบจากกิเลส เป็นเหตุให้ยึดขันธ์ ๕ ว่าเป็นตัวตน เป็นแก่นสาร ความพรากจิตจากกามคุณเป็นขั้นต้นของฌาน ต่อจากนั้นต้องหัดพรากอารมณ์จากฌานที่หยาบสู่ฌานละเอียดประณีตโดยลำดับ จนถึงพรากอารมณ์ได้เด็ดขาด

ความดับธรรมที่เป็นข้าศึกนั้นหมายถึง...สิ่งใดที่เป็นปรปักษ์กับความดีต้องดับให้หมด ส่วนความน้อมจิตไปในทางสละโลกนั้น เป็นการหัดใจให้รู้จักเสียสละประโยชน์น้อย เพื่อประโยชน์ใหญ่โดยลำดับ ไม่อาลัยความสุขหยาบ ๆ สู่ความสุขอันประณีตจนถึงขั้นสละโลก เพื่อบรรลุธรรมอันบรมสุข (จากทิพยอำนาจ ของพระอริยคุณาธาร เส็ง ปุสโส)


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com