
ทำอย่างไร...จึงจะมีลูกดี?
เริ่มต้นด้วยหัวข้อที่ฟังดูแล้วไม่น่าจะอยู่ในคอลัมน์ ‘ธรรมะห้านาที’ แต่น่าจะอยู่ในคอลัมน์ถามตอบปัญหาวิชาการทางแพทย์เสียมากกว่า
หากเพราะมีท่านผู้อ่านหลายต่อหลายท่านที่กำลังก้าวสู่ชีวิตสมรส หรือไม่ก็กำลังต้องการมีบุตรเอาไว้สืบสกุลอีก โทรศัพท์เข้ามาถามบ้าง เขียนจดหมายบ้าง เลยทำให้ภูเตศวรต้องหยิบยกปัญหานี้มาเขียนคอลัมน์นี้ เพื่อเป็นการบอกกล่าวเสียทีเดียว
ขอเริ่มต้นตรงประโยคที่ว่า... ‘วิญญาณย่อมรู้จักที่ที่เหมาะแก่ตัวเอง วิญญาณสูงย่อมเกิดในที่สูง วิญญาณต่ำย่อมเกิดในที่ต่ำ...’
คำว่า ‘รู้จัก’ ในที่นี้หมายถึงเป็นการรู้โดยอัตโนมัติ รู้ได้โดยภวังคจิต หรือที่เรียกว่ารู้จากจิตไร้สำนึก รู้ที่เกิดจากกรรมะ ที่ซ่อนลึกอยู่ในวิญญาณ ต่างกับรู้ใน ‘วิถีจิต’
ศาสนาพุทธ แบ่งวิถีวิญญาณในมนุษย์ออกเป็น 2 ประเภท คือ
วิถีวิญญาณ กับ ภวังควิญญาณ
วิถีวิญญาณ หรือที่เราเรียกว่า วิถีจิต นั้น...เป็นความรู้สึกภายนอกที่เราสามารถรับรู้และบังคับได้ เช่น ตา หู ปาก ลิ้น กายใจ...หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อายตนะหก
เช่น เมื่อเรามองเห็นสิ่งของ เราเกิดความอยากได้ เมื่ออยากได้ก็เลยนึกอยากขโมย... แต่พอนึกถึง ‘ศีล’ นึกถึงอาญาแผ่นดิน เราสามารถบังคับไม่ให้กระทำได้ด้วยสติแห่งตนเตือนตน อย่างนี้เรียกว่าวิถีจิต...
ภวังควิญญาณ หรือที่เรียกว่า ภวังคจิต นั้นเป็นความรู้สึกลึกเร้นลงในจิตลึก และไม่สามารถบังคับได้ด้วยสติสัมปชัญญะปกติได้
สิ่งซ่อนลึกในจิตอันเป็นภวังควิญญาณ เราเรียกว่าจิตไร้สำนึก จิตไร้สำนึกทำงานได้โดยอัตโนมัติ เช่นระบบการเต้นของหัวใจ ระบบการย่อยอาหาร ระบบการขับถ่ายในร่างกาย ฯลฯ เราไม่สามารถใช้สติภายนอกไปบังคับได้
การสิ้นสุดอายุขัยของสรรพสัตว์ในโลก หรือที่เรารู้จักในภาษาง่าย ๆ คือ ‘ตาย’ นั้น ถือว่าเป็นการดับของสังขารร่างกาย และการดับของวิถีจิต... ก้าวสู่การเป็นโอปปาติกะด้วยการทำงานของภวังคจิต หรือภวังควิญญาณล้วน ๆ
ภวังควิญญาณนั้นจะจุติ หรือเคลื่อนย้ายหาภพภูมิแห่งตน ด้วยกรรมะที่ซ่อนอยู่ในภวังคจิตตามวิบากที่สะสมมา... ทุกอย่างเป็นไปตามกลไกธรรมชาติวิญญาณ เป็นไปโดยอัตโนมัติ...
หากทว่ามีข้อยกเว้นอยู่ประการหนึ่ง... สำหรับผู้สามารถบำเพ็ญจิตเข้าสู่ ‘ฌาน’ ได้ ผู้สามารถก้าวสู่องค์ฌาน คือผู้ที่สามารถสร้างภาวะทางจิตให้มีกำลังเข้มแข็ง หรือที่เรียกว่า ‘ซุปเปอร์คอนเชียส’ นั้น สามารถกำหนดภพภูมิของตนได้ตามกำลังของฌานที่ตนมี... ยกเว้นจากกรรมหนัก คืออนันตริยกรรมสี่...
ผู้สำเร็จฌานขั้นแรกที่เรียกว่า ปฐมฌาน สามารถไปกำเนิดเป็นโอปปาติกะในชั้นพรหมได้ ไล่ไปตามกำลังของจิต ซึ่งเป็นรูปฌานสี่... อรูปฌานสี่...
ฌานหนึ่งถึงสี่... เกิดเป็นพรหมมีรูป...คือรูปพรหม
อรูปฌานสี่...จากหนึ่งถึงสี่...ไปเกิดเป็นอรูปพรหม...คือพรหมไม่มีรูป
ทั้งหมดคือการอธิบายพอสังเขปเพราะถ้าพูดถึงกันให้ละเอียดลออกว่านี้ คงต้องใช้หน้ากระดาษมากมาย และที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นเพียงเพื่อจูงเข้าสู่หัวข้อที่จั่วไว้ข้างต้นเท่านั้น!
...การกำเนิดบุตรที่ดี จึงเป็นการเลือกได้พอสมควร! เลือกได้โดยการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับวิญญาณที่จะมากำเนิดในครอบครัวของตน...
เซียนสู เชยพรหมธีระ ซึ่งผู้เขียนและคุณทมยันตีนับถือท่าน ประหนึ่งบิดาและอาจารย์ เคยกล่าวประโยคหนึ่งไว้ว่า...
‘ผู้ที่มีศีลเสมอกัน และผู้มีศักดิ์เสมอศักดิ์จึงอยู่ด้วยกันได้!’
นั่นคือกฎธรรมชาติของวิญญาณ อันที่จริงหลักอันนี้ก็มาจากหลักที่เรารู้กันอยู่ทั่ว ๆ ไปว่า คนมีบุญตายแล้วย่อมไปเกิดในสวรรค์ คนมีบาปตายแล้วไปสู่นรก เฉกเช่นคนที่ดีหรือวิญญาณที่ดี ยามปฏิสนธิก็ย่อมจะหาสิ่งแวดล้อมที่ดีตามคุณสมบัติของตน อยู่ในที่ที่เหมาะสมตามความถี่แห่งคลื่นวิญญาณตน
...คนมีบุญเมื่อตายแล้วไปรวมกันบนสวรรค์ ตามศักดิ์ตามศีลอันเสมอกัน
เฉกนั้น! วิญญาณที่จะมาเกิดก็อยู่ในกฎเดียวกัน...แม้อุปนิสัย หรือสันดานเดิมของพ่อแม่ไม่ใช่คนอยู่ในศีลธรรม วิญญาณที่ดีมีหรือจะมาอาศัยกำเนิด...?
แต่ทว่า หากพ่อแม่คนไหนเป็นคนมีอุปนิสัยมั่นคงอยู่ในศีลธรรมมานาน โอกาสที่จะกำเนิดบุตรอันประเสริฐมีมากแน่นอน...
แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น การกำหนดกฎเกณฑ์ให้กับตนเองในการที่จะมีบุตรอันประเสริฐนั้น ยากต่อการอธิบายให้แจ่มแจ้งได้ เพราะ ‘กรรม’ ของคนเป็นพ่อแม่เป็นเรื่องซับซ้อน กรรมในปัจจุบันก็ใช่ว่าจะเป็นปัจจัยกำหนดเสียทั้งหมด นั่นเพราะมนุษย์นั้นยังมีกรรมเก่าติดตามมาจากอดีตชาติด้วย กรรมเก่า หรือที่เรียกว่า ‘บุพกรรม’ ก็มีส่วนอยู่ไม่น้อยเกี่ยวกับเรื่องนี้
อย่างเช่นในอดีตชาติ คุณเคยกระทำกรรมชั่วมาอย่างสาหัส หากท้ายสุดของชีวิตคุณก็ทำกุศลกรรมมาด้วย ดังนั้นยามเมื่อตายแล้วมาเกิดใหม่ อกุศลมาส่งให้คุณมีฐานะลำบากอยู่ในสิ่งแวดล้อมเลว... ช่วงนั้นคนมาเกิดเป็นลูกก็ต้องรับกรรมนั้นกับคุณด้วย ดังนั้นวิญญาณที่มาปฏิสนธิในครรภ์ ต้องมีสัดส่วนของผลกรรมคล้ายคุณ... พออีกสักระยะหนึ่งฐานะการงานและครอบครัวคุณเริ่มดีขึ้น เนื่องเพราะกุศลกรรมเริ่มส่งผล... เผอิญคุณมีลูกคนที่สอง ลูกคนที่สองคุณก็มีโอกาสเลี้ยงดูให้สุขสบายขึ้น มีเงินส่งเรียนหนังสือ มีเสื้อผ้าที่ดี ๆ ให้สวมใส่...
...เด็กคนที่สองซึ่งมาเป็นลูกคุณย่อมถือว่ามีกุศลกรรมดีตามมา มากกว่าคนแรก จริงไหมครับ? ...แต่นั่นแหละครับ ก็ใช่ว่าคนที่มาเกิดทีหลังจะเสวยผลกรรมดีไปตลอดไปไม่... บางครั้งอาจจะเป็นเพราะกุศลกรรมของเขามาก่อน พออายุมากขึ้นอกุศลกรรมตามมาทำให้เขามีชีวิตตกต่ำในภายหน้าก็ได้...
ฉะนั้นเรื่องของกรรมะ เป็นเรื่องซับซ้อนเป็นเรื่องยุ่งยากที่จะอธิบายให้เข้าใจแจ่มแจ้งได้ทั้งหมด... ดังพุทธวาจาแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าที่ว่า...
...มีบ้างมนุษย์ มาสว่างไปมืด (หมายถึงกรรมดีกรรมชั่วส่งผล)
มีบ้างมนุษย์ มามืดไปสว่าง
มีบ้างมนุษย์ มาสว่างไปสว่าง
มีบ้างมนุษย์ มามืดไปมืด... ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับผลกรรมของแต่ละบุคคล ...ขึ้นอยู่กับบุพกรรม กับปัจจุบันกรรมสนับสนุนกัน....
เมื่อเราเข้าใจถึงเหตุผล เข้าใจถึงปัจจัยโดยกว้าง ๆ แล้ว จึงสามารถกล่าวได้ว่าการปฏิสนธิของวิญญาณนั้นขึ้นอยู่กับกรรมของวิญญาณเอง รวมทั้งกรรมแห่งผู้เป็นบิดามารดาด้วย ทั้งสองปัจจัยคือผลที่จะปรากฏในการอุบัติของมนุษย์ที่ได้ชื่อว่า ‘ลูก’
ทั้งหมดจึงเป็นคำตอบ... คำตอบก็คือ...
หากคุณต้องการมีบุตรสืบสกุลที่ดี หรือที่เรียกว่า ‘อภิชาตบุตร’ ในกาลครั้งหน้า คุณพึงปฏิบัติตนให้อยู่ในศีล...ทาน...ภาวนา เป็นนิสัย
ศีล... ทำให้คุณบริสุทธิ์ในกายและวาจา
ทาน... ทำให้ใจอิ่มเอิบ...ผ่องใส
ภาวนา... ทำให้จิตนิ่ง สงบ เยือก เย็น...
บุคคลใดที่ประกอบ ศีล...ทาน ภาวนาอยู่เป็นนิตย์เท่ากับสร้างกระแสเย็นขึ้นกับตัวเอง...สร้างสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้นในตัวเอง...ตรงนี้แหละครับจะเป็นสื่อให้วิญญาณที่ดีมาอาศัยครรภ์กำเนิด...เราก็จะได้บุตร-ธิดาอันประเสริฐมาเลี้ยงดูตามความประสงค์
ส่วนการที่อภิชาตบุตร ซึ่งหมายถึงบุตรที่ดีกว่าพ่อแม่จะมาเกิดกับเราได้หรือไม่นั้น ย่อมขึ้นอยู่กับกุศลหลาย ๆ อย่างที่เราบำเพ็ญสร้างสมกันมาตั้งแต่ชาติก่อน ๆ ด้วย
ตัวอย่างที่ชัดมีหลักฐานอยู่ในคัมภีร์ เช่นพระเจ้าสุทโธทนะกับพระนางสิริมหามายา ทั้งสองพระองค์นี้ที่ได้เป็นพระพุทธบิดาและพระพุทธมารดา ก็เพราะเหตุที่ได้เคยสร้างบุญกุศลมาอย่างอเนกอนันต์ และได้ตั้งความปรารถนาที่จะเป็นบิดามารดาของผู้ที่จะมาเกิดเป็นพระพุทธเจ้ามานานแล้ว เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่า ผู้จะได้ลูกที่ดีกว่าตัวเองมาก ๆ ย่อมขึ้นอยู่กับบุญกุศลที่ได้สร้างสมอบรมไว้ และต้องทำมานานแล้วด้วย
ก่อนจากกันวันนี้ ผู้เขียนขอฝาก ข้อคิดเอาไว้สักนิดว่า...การปฏิบัติเรื่องทาน...ศีล เพื่อที่จะให้ได้ลูกที่ดีและมีความสุขความเจริญทั้งครอบครัว เราจะต้องนึกถึงหลักอันนี้ คือจะบริจาคทานอะไรก็ตาม จะถือศีลอะไรก็ตาม อย่านึกถึงแต่เรื่องของตัวเองถ่ายเดียว เราต้องตั้งจิตเป็นกุศลมุ่งหวังที่จะทำประโยชน์ต่อสังคมและผู้อื่นอย่างไรบ้าง
มีบางท่าน ประเภททำบุญให้ทาน รักษาศีล หากนึกถึงแต่เรื่องของตัวเองและทำเพื่อตัวเองเท่านั้น เช่นใส่บาตรก็เพื่อว่าเกิดไปชาติหน้าจะได้มีอาหารกิน และถ้าชอบสิ่งไหนเขาก็จะให้ทานสิ่งนั้น ส่วนคนที่จิตใจกว้างเป็นกุศลจริง ๆ เขาไม่ได้นึกถึงตัวเอง เขานึกถึงว่าในขณะนั้นคนทั้งหลายกำลังเดือดร้อนเรื่องอะไร ต้องการอะไร ก็ช่วยเหลือไปตามนั้น... โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนใหญ่ของตนเป็นสำคัญ
สิ่งที่บังเกิดจึงเป็น มหากุศล...
มหากุศลได้จากละวางอัตตา ตัวตน เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม
กุศลนี้จึงมีกำลังมาก บรรจุได้มากกว่าเป็นธรรมดา...
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com