วิธีใส่บาตร by ปกิณ...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

วิธีใส่บาตร by ปกิณกะธรรมะ

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
3 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#74]

เล่ม 1 หน้า 21

วิธีใส่บาตร

          ฉบับนี้ ‘ ธรรมะห้านาที’ ขออนุญาตตอบจดหมายของ คุณวรรณี ชนินทยุทธวงศ์ จากปัตตานีสักฉบับ

          เพราะเห็นว่าคำถามของคุณวรรณีได้ถามมาเกี่ยวกับ ‘เรื่องทำบุญใส่บาตร’ ซึ่งค่อนข้างจะเป็นเรื่องใกล้ตัวที่สุด

          เรียน...คุณบรรณาธิการที่นับถือ

          หวังว่าคุณคงได้รับจดหมายตอบขอบคุณเรื่อง ‘พระบรมสารีริกธาตุ’ ของดิฉันแล้วนะคะ ฉบับนี้ดิฉันเขียนมาเพื่อขอคำแนะนำเรื่องการใส่บาตรพระจากคุณอีกคนหนึ่ง

          ที่ดิฉันใช้คำว่าอีกคนหนึ่ง เพราะดิฉันได้อ่านพบในโลกวลีฉบับที่ 14 คอลัมน์ด้วยรักจากโลกวลี มีผู้เขียนถามคุณมาเกี่ยวกับการกรวดน้ำ หรือไม่ต้องกรวดน้ำหลังใส่บาตรพระ ซึ่งดิฉันปฏิบัติอยู่เป็นประจำ และคุณก็ได้ตอบไปแล้ว แต่ดิฉันยังสงสัยอยู่อีกอย่างว่า เมื่อเราเตรียมของใส่บาตรแล้ว เราต้องตั้งจิตอธิษฐานด้วยหรือเปล่า คือยกขึ้นเหนือศีรษะเล็กน้อยแล้วกล่าวคำอธิษฐาน ทางใต้เข้าเรียกว่า ‘ยกทูนหัว’ ซึ่งดิฉันได้ปฏิบัติมาเป็นประจำ ไม่ทราบว่าควรหรือไม่ควรประการใด ก่อนจะกล่าวคำอธิษฐาน ดิฉันจะกล่าวนโมสามจบก่อนทุกครั้ง จากนั้นจึงว่าคำพระ (สุทินนัง...) แล้วจึงต่อด้วยคำไทยซึ่งได้มาจากผู้ใหญ่ ก่อนจบด้วยประโยคที่ว่า...

          “อำนาจบุญกุศลที่ลูกได้ใส่บาตรในวันนี้ จงสำเร็จแก่ดวงวิญญาณของพ่อแม่และปู่ย่าตายายพี่ป้าน้าอาที่ล่วงลับไปแล้ว จงรับเอากุศลครั้งนี้ ญาติสนิทมิตรสหายที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็จงรับเอาส่วนกุศลครั้งนี้ด้วย...”

          ซึ่งดิฉันไม่ทราบว่าที่ดิฉันปฏิบัตินั้นถูกต้องหรือไม่อย่างไร กรุณาให้ความกระจ่างแก่ดิฉันด้วย...

          ครับ...นั่นคือข้อความในจดหมายของคุณวรรณี ที่ผมอยากตอบในฉบับนี้

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า ประเพณีใส่บาตรที่มีมาตั้งแต่โบราณกาลครั้งสมัยที่องค์พระผู้มีพระภาคเจ้ายังทรงดำรงพระชนม์ชีพ พระองค์ทรงใช้คำว่า ภิกขุ หรือ ภิกษุ ซึ่งแปลว่า ‘ผู้ขอ’ หากมิใช่แปลว่า ‘ขอทาน’ ด้วยความเกียจคร้านหรือทุพพลภาพ

          เพียงแต่พระสงฆ์ที่อยู่ในพุทธศาสนามิได้ประกอบอาชีพเฉกเช่นมนุษย์ทั่วไป พระสงฆ์เป็นผู้วางสมบัติทางโลกออกปฏิบัติธรรมเพื่อการหลุดพ้น ดังนั้นเมื่อพระสงฆ์ไม่ได้ประกอบอาชีพและมีหน้าที่แสวงธรรม พระสงฆ์จึงได้ชื่อว่าเป็น เนื้อนาบุญ ที่มนุษย์ควรใส่บาตรเพื่อเกื้อหนุนให้ภิกษุมีชีวิตสำหรับปฏิบัติธรรม

          ส่วนสิ่งที่มนุษย์ทั่วไปจะได้รับจากพระก็คือ...คำสั่งสอนอันเป็นสัจจะเพื่อก้าวสู่การหลุดพ้น กับบุญและกุศล

          เมื่อเราเข้าใจตรงนี้ เราก็จะรู้ว่า สิ่งที่เรากระทำนั้นเพื่ออะไร การใส่บาตรจึงมีจุดมุ่งหมายดังนี้

          1. เพื่อก่อเกื้อพระศาสนาให้ดำรงต่อไป

          2. เพื่อต่อชีวิตของพระสงฆ์เอาไว้สำหรับปฏิบัติธรรม

          3. เพื่อเป็นการสร้างอุปนิสัยในการจาคะอันเป็นทานบารมี

          ฉะนั้นกุศลที่ได้รับจึงได้มากกว่าความคิดของบางคนที่ว่าใส่บาตรเพื่อชาติหน้า ภพหน้าจะได้มีกินเท่านั้น

          คราวนี้ มาถึงคำถามของคุณวรรณีว่า การที่ก่อนใส่บาตร ‘ยกทูนหัว’ พร้อมกับอธิษฐานตามที่กล่าวมาถูกต้องหรือไม่นั้น

          ก็คงต้องตอบว่าถูกต้องแล้ว เพราะการทำบุญนั้นต้องทำอย่างประณีต ด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์ พระสงฆ์เป็นสิ่งที่ควรยึดถือเป็นสรณะ ดังนั้นเมื่อเราทำบุญกับพระ เราต้องทำด้วยความเคารพและจริงใจ

          แม้แต่อาหารก็ควรเป็นอาหารดีเลิศ และเหมาะสมกับจารีตประเพณีของท้องถิ่นด้วย บางคนมักจะใส่บาตรด้วยอาหารที่ตนชอบ เพราะถือว่าเมื่อตายไปแล้วจะได้กินสิ่งที่ตนใส่บาตร

          มาถึงตรงนี้อยากจะเล่าเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ได้พิจารณากันสักนิด ในสมัยที่ผู้เขียนได้มีโอกาสบวชเรียน ท่านพระครูผู้เป็นอาจารย์ได้เล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งพระในวัดออกโปรดสัตว์ มีญาติโยมเอาอาหารใส่ปิ่นโตถวาย ปรากฏว่าท่านก็ฉันไปเรื่อย ๆ จนมาถึงน้ำแกง ท่านก็ตักเข้าปากไปสองสามคำ พอมาถึงคำสุดท้าย ท่านตักเอาอึ่งอ่างตัวเล็ก ๆ ขึ้นมาทั้งตัว จึงรู้ว่าเป็นแกงอึ่งอ่าง เท่านั้นแหละ ที่อยู่ในท้องทั้งหมดออกมาไม่เหลือ เรียกว่าอาเจียนจนหมดไส้หมดพุง

          นี่เลยกลายเป็นทำบุญแต่ได้บาปไป
         
          ในทัศนะส่วนตัวของภูเตศวรนั้น ถือว่าการทำบุญใส่บาตรเป็นเรื่องของจิตใจเป็นหลัก เราต้องมีสติรับรู้ว่า สิ่งที่เราทำคืออะไร และเพื่ออะไร เมื่อเรารู้แล้ว พึงกระทำด้วยความตั้งใจ ทำด้วยความประณีต เราจึงจะได้รับผลบุญนั้นเต็มเม็ดเต็มหน่วย

          ส่วนคำอธิษฐานหรือบทสวดนี้ ใช้กันเป็นข้อบัญญัติ ที่เล่ากล่าวกันมาตั้งแต่ในโบราณกาล ซึ่งแต่ละภาคแต่ละท้องถิ่นก็ย่อมผิดแผกไปตามประเพณีของแต่ละที่...

          แต่ทุกอย่างไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรมาก เพราะเป็นสมมติ เป็นบัญญัติ...

          แต่สิ่งที่สำคัญมากที่สุด ผมว่ามันอยู่ที่ ‘ใจ’ มากกว่าว่า เรากระทำกุศลนั้น ทำด้วยความศรัทธา ทำด้วยความตั้งใจหรือเปล่า

          ไม่ใช่...ทำเพื่อหวังได้อย่างเดียว...

          เหมือนกับชอบกินแกงอึ่งอ่าง หวังจะได้กินในชาติหน้าจนทำให้พระให้เจ้าถึงกับอาเจียนแทบแย่ อย่างที่เล่าให้ฟังดังกล่าว

มาถึงตรงนี้ คงจะต้องล่ำลากันแล้วล่ะครับ เพราะทำท่าจะเป็นธรรมะเกินห้านาทีเข้าแล้ว ขอจบด้วยธรรมภาษิตที่ว่า...

          สัพพะทานัง ธัมมะทานัง ชินาติ

          ธรรมทาน ชนะการให้ทั้งปวง


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com