บทที่ ๑ (ตอนที่ ๑) ...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

บทที่ ๑ (ตอนที่ ๑) by ร่าง

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
3 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#199]

บทที่ ๑ (ตอนที่ ๑)

 

          ฟ้าครึ้มฝนมาตั้งแต่เช้า จนแสงแห่งทิวาลับขอบฟ้า พระพิรุณจึงโปรยปรายสายฝนลงมา ลมกระโชกรุนแรงเสมือนพระพายกำลังทรงพระพิโรธอสุนีบาตคำรามเสียงสนั่นหวั่นไหว...

          ฉับพลัน...! สายฟ้าอันเจิดจ้าลั่นเปรี๊ยะ! พร้อมกับเสียงคำรนกึกก้องตามมา...

          “เปรี้ยง...!!”

          ชายหนุ่มวัยสามสิบผิวขาวสะดุ้งเฮือกผงะเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะที่กำลังนั่งเขียนหนังสือ หลับตานิ่งเนื่องจากแสงสีขาวแห่งสายฟ้ากระทบคลองจักษุ บ้านทั้งหลังไหวเยือกดุจแผ่นดินถูกโยกคลอน เสียงกระจกสั่นไหวจนน่ากลัวจะแตกร้าวลงมา

          “เกิดอาเพศหรือไงนะ ฟ้าถึงหวนให้ขนาดนี้...ดูท่าคงผ่าลงมาใกล้ ๆ นี้เอง บ้านทำท่าจะพังเอา”

          หนุ่มวัยสามสิบหน้าขาวจัดบ่นงึมงำคนเดียว คิ้วเข้มได้รูปขมวดเหมือนตำหนิฟ้าเมื่อสักครู่ที่ทำลายสมาธิการทำงานของตน

          “จะเขียนต้นฉบับ...ให้จบ ๆ ...ฟ้าบ้าฟ้าบอก็ผ่าอยู่ด้าย...! พรุ่งนี้ถ้าส่งไม่ทันไอ้บอ.กอ.คงหน้างอเป็นตะบวยแน่ ๆ ...เบื่อเว้ย...”

          ดูท่าคงจะเป็นคนเจ้าอารมณ์เสียจริง พ่อหน้าขาวยังคงบ่นเป็นหมีกินผึ้ง...อยู่อย่างเดิม...มือวางปากกาลูกลื่นลงในกล่องเบื้องหน้า ขยับกายลุกจากเก้าอี้เขียนหนังสือ

          “หากาแฟเจี๊ยะดีกว่า” เจ้าตัวคิดขณะลุกยืนสายตาแลเลยไปยังหน้าต่างห้องเขียนหนังสือ มองเห็นน้ำฝนที่กำลังไหลรินโรยตัวลงตามแผ่นกระจกหน้าต่าง...คนคิ้วเข้มยิ้มมุมปากนิด ๆ เกิดประกายแวบขึ้นในความคิด...

          “สำเร็จ...ฮ่า ๆ นายวรุต...เอ๋ย...คิดตอนจบออกแล้ว...” หน้าที่กำลังทำคิ้วขมวดคลายออกทันที สีหน้าบานเบิกหัวใจ นัยน์ตาสุกใสแวววาว...เพราะเจ้าตัดคิดพล็อตนวนิยายเรื่องใหม่ที่จะต้องเขียนต่อจากเรื่องที่กำลังจะจบลงในตอนสุดท้ายได้...พอดี

          “ขอบคุณ...เทวดา ขอบคุณฟ้า...ดิน...เฮ้อ...โล่งใจ”

          เพิ่งจะด่าฟ้าอยู่แหม็บ ๆ ตอนนี้กลับขอบคุณเทวดาฟ้าดินได้อย่างหน้าตาเฉย...

          สิ้นเสียงขอบคุณเทวดาฟ้าดิน เสียงสายฟ้าฟาดอีกเปรี้ยง...ใหญ่ ไฟฟ้าดับพรึ่บลง

          “ตายโหง...เทวดาแกล้งนี่หว่า...!” คนเพิ่งจะสรรเสริญเยินยอขอบคุณเทวดาเมื่อสักครู่ กล่าวหาเทวดาแกล้งซะแล้ว...
         
          “น้าแม้น...น้าแม้น...น้าแม้นโว้ย...!”

          เสียงตะโกนเรียกหาคนรับใช้ลั่นบ้าน...มือค่อย ๆ คลำหาทางอาศัยแสงสว่างจากสายฟ้าที่แลบแปลบปลาบเป็นระยะส่องทางจนถึงประตู เอื้อมมือเข้าหาลูกบิดยังไม่ทันจับถึง

          “ผัวะ...!” ประตูเปิดเอง...?

          “เฮ้ย!!” คนโวยวายสะดุ้งสุดตัวอุทานเสียงหลง

          “เรียกอิฉันหรือคะ...!” หน้าซูบไว้ผมมวยของผู้หญิงวัยกลางคนโผล่เข้ามา

          “เฮ้อ...ใจหายหมด...น้าแม้น...นะน้าแม้น มาไม่ให้ซุ่มให้เสียง...หาเทียนไขมาจุดเร็ว ๆ หน่อย...”

          “ค่ะ ๆ คุณวรุต...รับกาแฟไหมคะ...?”

          คนหน้าขาวคิ้วเข้มพยักหน้ารับ “กำลังคิด...จะไปชงกาแฟอยู่พอดีเลย”

          ขณะรอแสงสว่างจากเทียนไข วรุต...นักเขียนนวนิยายโรมานซ์วัยสามสิบ...เดินไปยืนตรงหน้าต่าง มองดูน้ำฝนที่กำลังไหลรินตามแผ่นกระจก...นึกถึงฉากสุดท้ายของนวนิยายเรื่องใหม่ของตน...ขึ้นมา

          หญิงสาวที่สวยที่สุด...เย่อหยิ่งที่สุด...ที่ไม่เคยเอ่ยรักใครมาก่อนในชีวิต...กำลังยืนอ่านจดหมายจากชายคนรัก ที่ตนเองปฏิเสธไปแล้วใต้แสงเทียน...คืนวันที่ฝนตกหนัก...ฟ้าร้องไห้...คนร้องไห้คิดถึงผู้ที่จากลา...ปฏิเสธความรักในขณะที่หัวใจโหยหา...เจ็บ...เกินเอ่ย...

          “บางครั้งเกียรติ...ยศศักดิ์...คำมั่นสัญญา...มีค่ากว่าหัวใจตัวเอง” นี่คือคำพูดสุดท้ายของผู้หญิงคนนั้น...ขณะที่มืออันเรียวงามของเธอหยิบแก้วเจียระไนงดงามจรดริมฝีปากสวย กลิ่นน้ำที่ขมขื่นเผ็ดร้อนลงลำคอ

          ‘รักคือ...ความเจ็บ...เหน็บจิต
          รักคือ ยาพิษ กลืนกล้ำ
          รักคือ ท้องฟ้า มืดดำ
          รักคือ...ห้วงน้ำ ไหลวน...’

          เสียงประตูห้องเขียนหนังสือเปิด...ชายหนุ่มตื่นจากภวังค์...ยิ้มผุดขึ้นที่ดวงตา ใจนึก “ไม่เกินหกตอน...รับรองคนวิ่งขอซื้อลิขสิทธิ์รวมเล่มแน่นอน...ผู้กำกับหนังอย่างคุณคมคายมีหวังขอจองตั้งแต่ลงตอนแรก”

          “เทียนไข...กับกาแฟค่ะ...!” น้าแม้นของชายหนุ่มทำลายความเงียบ

          “อ้อ...! น้าแม้น วานหยิบพวงมาลัยมะลิในตู้เย็นให้ทีเถอะ ใส่พานแล้วช่วยเอาขึ้นไปห้องพระให้ด้วยนะ...ผมจะเข้าห้องพระ”

          คนสูงวัยอมยิ้ม...นึกรู้ว่าวันนี้...นายหนุ่มของตนอารมณ์ดี...หรือมิเช่นนั้น...ก็คงนึกพล็อต นวนิยายเรื่องใหม่...สำเร็จ...คงจะจริงเพราะเห็นสองสามวันนี้นายของหล่อนดูหงุดหงิดเป็นพิเศษ และจะเป็นเช่นนี้ทุกครั้งที่กำลังเริ่มต้นเขียนเรื่องใหม่

          และเมื่อจะลงมือเขียนเรื่องใหม่ต้องนำดอกไม้พร้อมชื่อเรื่องนามปากกา ขึ้นพานถวายพระทุกครั้ง เจ้านายของหล่อนจะทำจนเป็นนิสัยเสมอ

          หลังจุดธูป ๙ ดอก ถวายพระเสร็จแล้ว คนคิ้วเข้มก็พนมมือท่องคาถามงกุฎพระพุทธเจ้า หลับตาตั้งสมาธิประมาณสิบนาทีจึงขยับตัวลุกกราบลาพระ เดินลงไปยังห้องเขียนหนังสือเพื่อทำงานต่อ

          แต่แปลก...วันนี้วรุต...สำเนียกถึงความแปลกในกายของตนเอง หลังจากกราบพระเสร็จ...รู้สึกเวลาเดินเท้าลอย ๆ คล้ายกับเดินไม่ติดพื้น หัวใจสั่นระริก...หน้าชา...เกิดอะไรขึ้น...?

          “สงสัยเป็นเพราะกาแฟ...” เจ้าตัวคิดถึงกาแฟดำที่โปรดปราน...ไม่ใส่น้ำตาล...ไม่ใส่นม...ขมอร่อย

          “ต้องลดกาแฟ...ไม่อย่างนั้นโรคหัวใจถามหาแน่”

          นักเขียนหนุ่มให้สัญญากับร่างกายตัวเอง...ขณะที่กำลังจรดปากกาเริ่มนวนิยายเรื่องใหม่...ความรู้สึกที่บอกตัวเองได้ขณะนี้ก็คือ ความคิดพรั่งพรูออกมาดุจน้ำหลาก สมองโปร่ง ร่างกายเบาโหวงเหวง...และสิ่งหนึ่งที่...วรุต...งงงันก็คือ...ทุกส่วนของกายมีอาการชา...ซ่านไปหมด...คล้ายกับมีกระแสพลังไฟฟ้าอ่อน ๆ วิ่งวนไปมา..

          “...เฮ้อ! จบตอนแรกซะที...พรุ่งนี้รอดตัวไปอีกหน ไม่เช่นนั้นไอ้บอ.กอ.แหวใส่แต่เช้าแน่...ไม่รู้เวรกรรมอะไรนักหนา”

          เสียงถอนหายใจโล่งอก ชายหนุ่มหยิบที่เย็บกระดาษ...กดลงบนแผ่นกระดาษประมาณสิบแผ่นที่มีตัวลายมือสวยเรียบพร่างพรายอยู่ แล้วพับใส่ซองสีน้ำตาล วางไว้มุมโต๊ะ...!

          “มันจะเป็นอะไรกันนักหนาวะ ! ชาอยู่ได้...โธ่เว้ย...!”

          น้ำเสียงบ่นกับตัวเอง...บอกถึงอาการชา ใจสั่นยังคงอยู่ สีหน้าแสดงความรำคาญกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองยิ่งนัก

          “ท่าจะไม่ใช่ฤทธิ์กาแฟซะแล้ว...ตั้งสองชั่วโมงยังไม่หายอีก หรือเป็นโรคเหน็บชา...วะนี่...”

          คนวัยสามสิบคิ้วเข้มเกิดอาการลังเลในอาการ แต่ที่แน่ใจก็คือ...

          “พรุ่งนี้...คงต้องไปหาหมอตรวจร่างกายสักที”


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com