
บทที่ ๑ (ตอนที่ ๑)
ฟ้าครึ้มฝนมาตั้งแต่เช้า จนแสงแห่งทิวาลับขอบฟ้า พระพิรุณจึงโปรยปรายสายฝนลงมา ลมกระโชกรุนแรงเสมือนพระพายกำลังทรงพระพิโรธอสุนีบาตคำรามเสียงสนั่นหวั่นไหว...
ฉับพลัน...! สายฟ้าอันเจิดจ้าลั่นเปรี๊ยะ! พร้อมกับเสียงคำรนกึกก้องตามมา...
“เปรี้ยง...!!”
ชายหนุ่มวัยสามสิบผิวขาวสะดุ้งเฮือกผงะเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะที่กำลังนั่งเขียนหนังสือ หลับตานิ่งเนื่องจากแสงสีขาวแห่งสายฟ้ากระทบคลองจักษุ บ้านทั้งหลังไหวเยือกดุจแผ่นดินถูกโยกคลอน เสียงกระจกสั่นไหวจนน่ากลัวจะแตกร้าวลงมา
“เกิดอาเพศหรือไงนะ ฟ้าถึงหวนให้ขนาดนี้...ดูท่าคงผ่าลงมาใกล้ ๆ นี้เอง บ้านทำท่าจะพังเอา”
หนุ่มวัยสามสิบหน้าขาวจัดบ่นงึมงำคนเดียว คิ้วเข้มได้รูปขมวดเหมือนตำหนิฟ้าเมื่อสักครู่ที่ทำลายสมาธิการทำงานของตน
“จะเขียนต้นฉบับ...ให้จบ ๆ ...ฟ้าบ้าฟ้าบอก็ผ่าอยู่ด้าย...! พรุ่งนี้ถ้าส่งไม่ทันไอ้บอ.กอ.คงหน้างอเป็นตะบวยแน่ ๆ ...เบื่อเว้ย...”
ดูท่าคงจะเป็นคนเจ้าอารมณ์เสียจริง พ่อหน้าขาวยังคงบ่นเป็นหมีกินผึ้ง...อยู่อย่างเดิม...มือวางปากกาลูกลื่นลงในกล่องเบื้องหน้า ขยับกายลุกจากเก้าอี้เขียนหนังสือ
“หากาแฟเจี๊ยะดีกว่า” เจ้าตัวคิดขณะลุกยืนสายตาแลเลยไปยังหน้าต่างห้องเขียนหนังสือ มองเห็นน้ำฝนที่กำลังไหลรินโรยตัวลงตามแผ่นกระจกหน้าต่าง...คนคิ้วเข้มยิ้มมุมปากนิด ๆ เกิดประกายแวบขึ้นในความคิด...
“สำเร็จ...ฮ่า ๆ นายวรุต...เอ๋ย...คิดตอนจบออกแล้ว...” หน้าที่กำลังทำคิ้วขมวดคลายออกทันที สีหน้าบานเบิกหัวใจ นัยน์ตาสุกใสแวววาว...เพราะเจ้าตัดคิดพล็อตนวนิยายเรื่องใหม่ที่จะต้องเขียนต่อจากเรื่องที่กำลังจะจบลงในตอนสุดท้ายได้...พอดี
“ขอบคุณ...เทวดา ขอบคุณฟ้า...ดิน...เฮ้อ...โล่งใจ”
เพิ่งจะด่าฟ้าอยู่แหม็บ ๆ ตอนนี้กลับขอบคุณเทวดาฟ้าดินได้อย่างหน้าตาเฉย...
สิ้นเสียงขอบคุณเทวดาฟ้าดิน เสียงสายฟ้าฟาดอีกเปรี้ยง...ใหญ่ ไฟฟ้าดับพรึ่บลง
“ตายโหง...เทวดาแกล้งนี่หว่า...!” คนเพิ่งจะสรรเสริญเยินยอขอบคุณเทวดาเมื่อสักครู่ กล่าวหาเทวดาแกล้งซะแล้ว...
“น้าแม้น...น้าแม้น...น้าแม้นโว้ย...!”
เสียงตะโกนเรียกหาคนรับใช้ลั่นบ้าน...มือค่อย ๆ คลำหาทางอาศัยแสงสว่างจากสายฟ้าที่แลบแปลบปลาบเป็นระยะส่องทางจนถึงประตู เอื้อมมือเข้าหาลูกบิดยังไม่ทันจับถึง
“ผัวะ...!” ประตูเปิดเอง...?
“เฮ้ย!!” คนโวยวายสะดุ้งสุดตัวอุทานเสียงหลง
“เรียกอิฉันหรือคะ...!” หน้าซูบไว้ผมมวยของผู้หญิงวัยกลางคนโผล่เข้ามา
“เฮ้อ...ใจหายหมด...น้าแม้น...นะน้าแม้น มาไม่ให้ซุ่มให้เสียง...หาเทียนไขมาจุดเร็ว ๆ หน่อย...”
“ค่ะ ๆ คุณวรุต...รับกาแฟไหมคะ...?”
คนหน้าขาวคิ้วเข้มพยักหน้ารับ “กำลังคิด...จะไปชงกาแฟอยู่พอดีเลย”
ขณะรอแสงสว่างจากเทียนไข วรุต...นักเขียนนวนิยายโรมานซ์วัยสามสิบ...เดินไปยืนตรงหน้าต่าง มองดูน้ำฝนที่กำลังไหลรินตามแผ่นกระจก...นึกถึงฉากสุดท้ายของนวนิยายเรื่องใหม่ของตน...ขึ้นมา
หญิงสาวที่สวยที่สุด...เย่อหยิ่งที่สุด...ที่ไม่เคยเอ่ยรักใครมาก่อนในชีวิต...กำลังยืนอ่านจดหมายจากชายคนรัก ที่ตนเองปฏิเสธไปแล้วใต้แสงเทียน...คืนวันที่ฝนตกหนัก...ฟ้าร้องไห้...คนร้องไห้คิดถึงผู้ที่จากลา...ปฏิเสธความรักในขณะที่หัวใจโหยหา...เจ็บ...เกินเอ่ย...
“บางครั้งเกียรติ...ยศศักดิ์...คำมั่นสัญญา...มีค่ากว่าหัวใจตัวเอง” นี่คือคำพูดสุดท้ายของผู้หญิงคนนั้น...ขณะที่มืออันเรียวงามของเธอหยิบแก้วเจียระไนงดงามจรดริมฝีปากสวย กลิ่นน้ำที่ขมขื่นเผ็ดร้อนลงลำคอ
‘รักคือ...ความเจ็บ...เหน็บจิต
รักคือ ยาพิษ กลืนกล้ำ
รักคือ ท้องฟ้า มืดดำ
รักคือ...ห้วงน้ำ ไหลวน...’
เสียงประตูห้องเขียนหนังสือเปิด...ชายหนุ่มตื่นจากภวังค์...ยิ้มผุดขึ้นที่ดวงตา ใจนึก “ไม่เกินหกตอน...รับรองคนวิ่งขอซื้อลิขสิทธิ์รวมเล่มแน่นอน...ผู้กำกับหนังอย่างคุณคมคายมีหวังขอจองตั้งแต่ลงตอนแรก”
“เทียนไข...กับกาแฟค่ะ...!” น้าแม้นของชายหนุ่มทำลายความเงียบ
“อ้อ...! น้าแม้น วานหยิบพวงมาลัยมะลิในตู้เย็นให้ทีเถอะ ใส่พานแล้วช่วยเอาขึ้นไปห้องพระให้ด้วยนะ...ผมจะเข้าห้องพระ”
คนสูงวัยอมยิ้ม...นึกรู้ว่าวันนี้...นายหนุ่มของตนอารมณ์ดี...หรือมิเช่นนั้น...ก็คงนึกพล็อต นวนิยายเรื่องใหม่...สำเร็จ...คงจะจริงเพราะเห็นสองสามวันนี้นายของหล่อนดูหงุดหงิดเป็นพิเศษ และจะเป็นเช่นนี้ทุกครั้งที่กำลังเริ่มต้นเขียนเรื่องใหม่
และเมื่อจะลงมือเขียนเรื่องใหม่ต้องนำดอกไม้พร้อมชื่อเรื่องนามปากกา ขึ้นพานถวายพระทุกครั้ง เจ้านายของหล่อนจะทำจนเป็นนิสัยเสมอ
หลังจุดธูป ๙ ดอก ถวายพระเสร็จแล้ว คนคิ้วเข้มก็พนมมือท่องคาถามงกุฎพระพุทธเจ้า หลับตาตั้งสมาธิประมาณสิบนาทีจึงขยับตัวลุกกราบลาพระ เดินลงไปยังห้องเขียนหนังสือเพื่อทำงานต่อ
แต่แปลก...วันนี้วรุต...สำเนียกถึงความแปลกในกายของตนเอง หลังจากกราบพระเสร็จ...รู้สึกเวลาเดินเท้าลอย ๆ คล้ายกับเดินไม่ติดพื้น หัวใจสั่นระริก...หน้าชา...เกิดอะไรขึ้น...?
“สงสัยเป็นเพราะกาแฟ...” เจ้าตัวคิดถึงกาแฟดำที่โปรดปราน...ไม่ใส่น้ำตาล...ไม่ใส่นม...ขมอร่อย
“ต้องลดกาแฟ...ไม่อย่างนั้นโรคหัวใจถามหาแน่”
นักเขียนหนุ่มให้สัญญากับร่างกายตัวเอง...ขณะที่กำลังจรดปากกาเริ่มนวนิยายเรื่องใหม่...ความรู้สึกที่บอกตัวเองได้ขณะนี้ก็คือ ความคิดพรั่งพรูออกมาดุจน้ำหลาก สมองโปร่ง ร่างกายเบาโหวงเหวง...และสิ่งหนึ่งที่...วรุต...งงงันก็คือ...ทุกส่วนของกายมีอาการชา...ซ่านไปหมด...คล้ายกับมีกระแสพลังไฟฟ้าอ่อน ๆ วิ่งวนไปมา..
“...เฮ้อ! จบตอนแรกซะที...พรุ่งนี้รอดตัวไปอีกหน ไม่เช่นนั้นไอ้บอ.กอ.แหวใส่แต่เช้าแน่...ไม่รู้เวรกรรมอะไรนักหนา”
เสียงถอนหายใจโล่งอก ชายหนุ่มหยิบที่เย็บกระดาษ...กดลงบนแผ่นกระดาษประมาณสิบแผ่นที่มีตัวลายมือสวยเรียบพร่างพรายอยู่ แล้วพับใส่ซองสีน้ำตาล วางไว้มุมโต๊ะ...!
“มันจะเป็นอะไรกันนักหนาวะ ! ชาอยู่ได้...โธ่เว้ย...!”
น้ำเสียงบ่นกับตัวเอง...บอกถึงอาการชา ใจสั่นยังคงอยู่ สีหน้าแสดงความรำคาญกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองยิ่งนัก
“ท่าจะไม่ใช่ฤทธิ์กาแฟซะแล้ว...ตั้งสองชั่วโมงยังไม่หายอีก หรือเป็นโรคเหน็บชา...วะนี่...”
คนวัยสามสิบคิ้วเข้มเกิดอาการลังเลในอาการ แต่ที่แน่ใจก็คือ...
“พรุ่งนี้...คงต้องไปหาหมอตรวจร่างกายสักที”
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com