
บทที่ ๑ (ตอนสุดท้าย)
ข้างนอกฝนเริ่มซาเม็ด...แต่พระพิรุณยังคงโปรยปรายละอองน้ำพรำ ๆ ฟ้าซึ่งเมื่อสักครู่ที่ทรงพระพิโรธเริ่มสงบ...พระพายสะบัดแผ่วสายฟ้าสีเจิดจ้ายังคงแปลบปลาบ...ดุจพญามังกรขาวเคลื่อนกายเริงร่าระบำทั่วท้องฟ้า...หากแต่ทิ้งระยะนานขึ้น เสียงกัมปนาทของพญามังกรแผ่วเบาลง
นักเขียนนวนิยายโรมานซ์หนุ่มพริ้มตาหลับ...ความมึนชาในร่างกายยังคงแผ่ซ่านอยู่ทุกขุมขน เพียงครู่เดียวก็เกิดอาการตกภวังค์ รู้สึกเหมือนร่วงสู่ก้นเหวลึกล้ำ ตัวเบาหวิว...เหมือนขนนก...รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นในหัวใจ ร่างกายที่นอนอยู่บนเตียงหนานุ่มคล้ายสูญหาย หากความรู้สึกนึกคิดยังคงอยู่...ความเจ็บคลายตัว...
“สบายจัง...!” เสียงตัวเองดังก้องอยู่ในจิต เสียงความคิดตัวเองทำไมได้ยินชัดเหลือเกิน วรุตถามตนเอง
ฉับพลัน...!
แสงเหลืองนวลเจิดจ้าปรากฏขึ้นข้างหน้า ชายหนุ่มรู้ว่าตัวเองถูกดึงเข้าหาแสงโอภาสนั้น!
ภาพที่ปรากฏข้างหน้า...ช่างงดงามอะไรเช่นนี้...
“ที่ไหนกันนี่...?” เสียงความคิดดังก้องขึ้นมาในจิตอีก
บรรยากาศที่เห็นตรงหน้าขาวนวลอมชมพู...อบอุ่น...สบาย แมกไม้ร่มรื่นสูงแค่เอื้อมมือถึงเท่ากันหมดทุกต้น
แปลก!...ทุกต้นมีดอกงดงาม...ใหญ่โตเป็นพวงระย้าสีขาวนวล ส่งกลิ่นหอมจรุงใจ...ความหอมของดอกไม้ที่นี่ วรุต...มีความรู้สึกคลับคล้ายเคยได้กลิ่นมาก่อน
“ใช่กลิ่นแก่นจันทร์หอม ผสมน้ำอบ” ชายหนุ่มแน่ใจ
“ใช่แน่ ๆ กลิ่นคล้าย ๆ ไม้แก่นจันทร์ผสมน้ำอบไทย” ชายหนุ่มย้ำกับตัวเองภายใน จิตตอบตนว่าที่นี่ไม่ใช่โลกมนุษย์...เลยนึกขึ้นได้
“เราตายแล้วหรือ...?” จิตถามตัวเองเหมือนไม่ยินดียินร้าย
“ถ้าความตายเป็นแบบนี้...น่าตายมันซะตั้งนานแล้ว...ไม่เคยสบายอย่างนี้มาก่อนเลย...มันเบาเนื้อเบาตัวไปหมด” สายตาสอดส่ายมองทัศนียภาพรอบ ๆ ตัว...แต่! ใจประหวัดถึงร่างกายตัวเอง
“เอ!...ถ้าเราตายแล้วน้าแม้นจะรู้ไหมนะ...งานศพล่ะ...ถ้าน้าแม้นรู้คงจะเสียใจ...ทำไงดีละนี่” คนคิ้วเข้มวัยสามสิบชักลังเล...
“พรุ่งนี้...ไอ้บอ.กอ.ปากร้ายคงโทรศัพท์มาทวงต้นฉบับเพิ่งเขียนได้ตอนเดียว...เสียดาย พล็อตอุตส่าห์คิดแทบตาย...ช่างเถอะวะ!...อย่างมากมันก็ตีอกชกตัวสามวัน...เที่ยวต่อดีกว่า”
เพียงแค่จิตคิด...กายอันโปร่งเบาคล้ายล่องลอยไปข้างหน้า...รวดเร็วชั่วพริบตา...เหมือนกายหลุดเข้าไปในบรรยากาศอีกแบบหนึ่ง...จิตบอกตัวเอง
“ต้องเคยเห็นที่ไหนมาก่อน...คุ้นตาจริง...”
ภาพข้างหน้าเป็นทุ่งกว้างใหญ่ใบหญ้าราบเรียบดุจปูพรม...สีทองระยับจนต้องกะพริบตา ดอกไม้สวยแพรวพรายงดงาม...ไกลออกไปข้างหน้าสุดสายตาแลเห็นขุนเขาสูงเสียดยอดสีทองอร่ามตาเหมือนเอาทองคำมาปั้นเป็นรูปขุนเขา...งามยิ่งกว่าภาพวาดของจิตรกรใด ๆ ในหล้าจินตนาการ
“เรากลับบ้าน...ใช่กลับบ้านเก่าของเรา...”
จิตตะโกนลิงโลด...แต่อีกใจลังเล...ไม่ใช่...แต่ทำไมจึงรู้สึกเกิดปีติล้นเหลือจนอยากตะโกนให้ก้องท้องทุ่งสีทองระยับตา...
วรุตรู้สึกคล้ายน้ำตาซึมคลอคลอง...หัวใจวาบหวิว...จิตตอบ ตัวเองมีใครรออยู่ ณ ขุนเขาเบื้องหน้า...มีคนรออยู่ ณ ที่นั่น...ใคร...?
“ทำไม...หัวใจเต้นแร็ง...อย่างนี้หนอ...?” คนคิ้วเข้มครุ่นคิด
ความรู้สึกร้าวราน...น้อยใจ...ริ้วความคับแค้นประดังท่วมอก...รู้สึกตนเอง เงยหน้ากลืนก้อนที่ติดอยู่ในลำคอ...ยากเย็น
“ปารมิตา”...
เสียงจิตดังก้องขึ้นมา...อย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย รู้สึกงุนงง...เหมือนถูกทุบท้ายทอย...
“ชื่อใครหรือ...?” ชายหนุ่มพยายามนึกชื่อที่ดังก้องขึ้นมาในจิตทบทวนความจำ...คลับคล้ายคลับคลา...หัวใจที่เริ่มสงบกลับเต้นแรงขึ้นอีกหน...ใบหน้าร้อนผ่าว...ความรู้สึกรัก...เต็มตื้นในหัวใจ
“จะบ้าตาย...ไอ้นายวรุต...ใจง่าย...ได้ยินแค่ชื่อที่ไม่รู้จักดันรักชื่อ...ตูจะบ้าตาย...พับผ่าสิ!” เจ้าของความคิดนึกขันตัวเองส่ายหน้า
“นี่มันสวรรค์แน่หรือวะ? สงสัยกาแฟน้าแม้นผสมกัญชา...เลยฝันเลอะเทอะเปรอะเปื้อน...ได้ยินแค่ชื่อดันผ่านึกรัก...ถ้าเป็นสวรรค์จริง ๆ คงมันพิลึกไม่ต้องแต่งงานกับคน...แต่งกับชื่อก็ได้...ไม่เปลืองค่าสินสอดทองหมั้นแถมไม่ต้องจัดเลี้ยงชาวบ้านให้เปลืองตังค์...”
นักเขียนหนุ่มคิดถึงคอลัมน์เชื่อหรือไม่? ของอีตาโรเบิร์ต ลิปเลย์ ที่หนังสือหลายฉบับเอามาแปลเป็นภาษาไทยขายคนอ่าน คงมีเรื่องของอีตาวรุตลงประจานแน่ ๆ ...หรือไม่ หนังสือพิมพ์ระดับเบิ้ม ๆ ทั้งหลายคงได้พาดหัวไม้หน้าหนึ่งกันมันหยด...
“นักเขียนหนุ่มชื่อก้อง...เพี้ยนหนัก!”
“จัดพิธีแต่งงานกับชื่อเจ้าสาว”
วรุตหัวเราะกับตัวเอง...อารมณ์เริ่มผ่องใส ทิ้งร่างลงนอนเหยียดยาวกับพื้นหญ้าที่อ่อนนุ่มราวแพรวไหม...นอนหงายมองท้องฟ้า...
“แปลกจัง!! ที่นี่ท้องฟ้าไม่มีเมฆ...ไม่มีดวงอาทิตย์...ไม่มีดวงจันทร์ดวงดาวก็มองหาไม่เจอ...กลางวันหรือกลางคืนกันแน่...?” ตั้งแต่เจ้าตัวหลุดเข้ามาในโลกอันพิศวงนี้...ลืมสังเกตดูท้องฟ้า...เพิ่งฉุกคิดว่า บรรยากาศของที่นี่ไม่ร้อนไม่หนาว...แสงสว่างสบายตา...ไม่มีแสงแดด แต่อบอุ่นสบาย
“ไม่เห็นมีนางฟ้าซักองค์...สวรรค์อะไรวะเงียบเหงายังกะวัดดอน...”
คนจิตซุกซนค่อนขอด
“อะไรก็ดีไปหมด...แต่เสียอย่างเดียว...เหงาจัง...โว้ย!” ประโยคหลังตะโกนไล่ความเงียบเหงาในหัวใจ...
ยังไม่ทันจางเสียงตะโกน...พลันโสตประสาทแว่วเสียงดนตรีลอยละล่องมาตามลม...ชายหนุ่มผงกหัวขยับตัวลุกนั่ง...เงี่ยหูฟังเสียงดนตรี...
พอจับสำเนียงได้...เจ้าตัวอุทานเสียงหลง...
“ฉิบหาย...! ดันผ่าตายแล้วขึ้นสวรรค์แขก...จะคุยกันรู้เรื่องได้ไงวะ...?”
คนหน้าขาวหวนนึกถึงนางฟ้าเปลือยอกที่เห็นจิตรกรเขียนไว้ในวิหารวัดพระแก้ว
“โอย!...น่าเกลียดตายชักถ้าเป็นนางฟ้าแขกอินตะละเดียคงอุจาดน่าดูชม...”
เสียงดนตรีวะแว่วผ่านบ่งบอกถึงลักษณะดนตรีของอินเดีย...เครื่องหนังเร่งจังหวะเร็วกระชั้นถี่ขึ้นเครื่องสายกรีดเสียงแผ่วหวาน...สะท้อนก้องอยู่ในจิต
สีหน้าของนักเขียนหนุ่มที่กำลังเบิกบาน...พลันเคร่งขรึมขึ้นทันควัน เสียงเป่าสังข์กรีดกังวานโหยหวน...ก้องท้องทุ่งสีทอง...เจ้าตัวรู้สึกเนื้อตัวร้อนผะผ่าวใจสั่นหวิว...โสตประสาทชาดิก...แว่วเสียงเครื่องหนังเขย่ารัวเร็วคลับคล้าย...เคยชินหู...
“บัณเฑาะว์...” จิตรับรู้รวดเร็ว “...ไปที่นั่น...!” จิตสั่งดังก้องกังวาน...ผิวกายร้อนดุจไฟแผดเผา...รู้สึกตัวเองลอยละลิ่วดุจเหินบินมุ่งหน้าสู่ขุนเขาสูงเสียดฟ้าตระหง่านอยู่ข้างหน้า
เสียงดนตรีจางหาย...กายที่ร้อนผ่าวเหมือนไฟสุมอันตรธานเหลือเพียงหัวใจสั่นหวิว...ระรัว
ร่างที่พุ่งลอยละลิ่วด้วยความรวดเร็วค่อย ๆ ผ่อนลง...กายพริ้วแตะพื้นนุ่มนวลแผ่วเบา...สิ่งที่ปรากฏแก่คลองจักษุเบื้องหน้า เล่นเอาหนุ่มวัยสามสิบขนลุกชันทั้งตัว
“เทวาลัย!” ชายหนุ่มอุทาน
ภาพสิ่งก่อสร้างมหึมา ตั้งตระหง่านน่าเกรงขาม คนหน้าขาวหวนนึกถึงภาพปราสาทเขาพนมรุ้ง...ที่ว่างดงามตระการตาแล้วนั้น...ไม่เท่าเทียมเพียงเถ้าธุลีดินของมหาวิหารที่โดดเด่นต่อหน้าของตนอยู่ในขณะนี้ สิ่งก่อสร้างข้างหน้าขาวกระจ่างดุจปุยเมฆ
“หินอ่อนทั้งหลัง...!” ชายหนุ่มพึมพำ...กาย...เย็นเฉียบ...!
จิตของผู้มาเยือนสั่นไหว...ครั่นคร้าม หัวเข่าอ่อนยวบ คู้กายหัวเข่าแตะพื้น ตาก้มมองผิวพื้น เป็นสีทองเหลืองอร่ามเห็นรอยสลักลึกราบเรียบเป็นทรงกลมรายรอบตัวเป็นกลีบดอกบัวเก้ากลีบ...ณ จุดที่ตนเองนั่งคุกเข่าคือ จุดศูนย์กลางของดอกบัวพอดิบพอดี
ร่างที่คุกเข่าเงยหน้ามองขึ้นไปยังประตูเทวาลัย...ใจหายวูบวาบ ริ้วน้ำตาเอ่อท้น...จิตสับสนจนแยกแยะไม่ออก...ดีใจ...หรือ...เสียใจ...?
“บ้าน...เก่า...หรือไร...?” จิตค้นหาคำตอบให้ตัวเอง
“เทวาลัย...ปารมิตา...” คนคิ้วเข้มทวนคำเหมือนคุ้นเคย
“เทวาลัย...ปารมิตา...เทวาลัย..ปารมิตา...” เสียงทวนคำคุ้นเคยแผ่วโหย...สมองเค้นคำตอบ...รีดเร้น!
“โอ! พระเจ้า...!!!!” เสียงอุทานพร้อมตาเบิกกว้าง...ด้วยความตระหนกสุดขีด ชายหนุ่มร่างสะท้านคู้กายหมอบกราบ...ฝ่ามือทั้งสองข้างแนบแน่นกับพื้น...หน้าผากแตะชิดแผ่นรูปสลักดอกบัวเบื้องหน้า...เทวาลัย...จิตรู้กระจ่างชัด...ปากขยับ...พูด...
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com